วันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

อริยมรรคมีองค์แปด


อริยมรรคมีองค์แปด 

ภิกษุทั้งหลาย ! ก็อริยสัจคือหนทางเป็นเครื่องให้ ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์นั้น เป็นอย่างไรเล่า ? คือหนทางอันประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐ นี้เอง

องค์แปดคือ
ความเห็นชอบ, ความดำริชอบ, การพูดจาชอบ, การงานชอบ, การเลี้ยงชีพชอบ, ความเพียรชอบ, ความระลึกชอบ, ความตั้งใจมั่นชอบ

1. ภิกษุทั้งหลาย ! ความเห็นชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ความรู้ในทุกข์, ความรู้ในเหตุให้ เกิดทุกข์, ความรู้ในความดับไม่เหลือแห่งทุกข์, ความรู้ใน หนทางเป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ อันใด
นี้เราเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ

2. ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ความดำริในการออกจากกาม, ความดำริในการไม่พยาบาท, ความดำริในการไม่เบียดเบียน
นี้เราเรียกว่า สัมมาสังกัปปะ

3. ภิกษุทั้งหลาย ! การพูดจาชอบเป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการพูดเท็จ, การเว้น จากการพูดยุให้แตกกัน, การเว้นจากการพูดหยาบ, การเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
นี้เราเรียกว่า สัมมาวาจา

4. ภิกษุทั้งหลาย ! การงานชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! การเว้นจากการฆ่าสัตว์, การเว้น จากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้, การเว้นจากการ ประพฤติผิดในกามทั้งหลาย
นี้เราเรียกว่า สัมมากัมมันตะ.

5. ภิกษุทั้งหลาย ! การเลี้ยงชีพชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! อริยสาวกนี้ ละมิจฉาชีพเสีย สำเร็จ ความเป็นอยู่ด้วยสัมมาชีพ 
นี้เราเรียกว่า สัมมาอาชีวะ

6. ภิกษุทั้งหลาย ! ความเพียรชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ ย่อมปลูกความพอใจ ย่อม พยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อม ตั้งจิตไว้ เพื่อความไม่บังเกิดขึ้นแห่งอกุศลธรรมทั้งหลาย อันเป็นบาป ที่ยังไม่ได้บังเกิดขึ้น; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อการละเสียซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอัน เป็นบาป ที่บังเกิดขึ้นแล้ว; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อม พยายาม ย่อมปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อม ตั้งจิตไว้ เพื่อการบังเกิดขึ้นแห่งกุศลธรรมทั้งหลายที่ยัง ไม่ได้บังเกิด; ย่อมปลูกความพอใจ ย่อมพยายาม ย่อม ปรารภความเพียร ย่อมประคองจิต ย่อมตั้งจิตไว้ เพื่อ ความยั่งยืน ความไม่เลอะเลือน ความงอกงามยิ่งขึ้น ความไพบูลย์ ความเจริญ ความเต็มรอบแห่งกุศลธรรม ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นแล้ว
นี้เราเรียกว่า สัมมาวายามะ

7. ภิกษุทั้งหลาย ! ความระลึกชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็น กายในกายอยู่, มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ ความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นเวทนาใน เวทนาทั้งหลายอยู่, มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ ความพอใจและความ ไม่พอใจในโลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นจิต ในจิตอยู่, มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความรู้สึก ตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ ความพอใจและความไม่พอใจใน โลกออกเสียได้; เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นธรรมในธรรม ทั้งหลายอยู่, มีความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลส มีความ รู้สึกตัวทั่วพร้อม มีสติ นำ ความพอใจและความไม่พอใจ ในโลกออกเสียได้
นี้เราเรียกว่า สัมมาสติ

8. ภิกษุทั้งหลาย ! ความตั้งใจมั่นชอบเป็นอย่างไร
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุนี้ เพราะสงัดจากกามทั้งหลาย เพราะสงัดจากอกุศลธรรมทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงฌานที่หนึ่ง อันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุข อันเกิดแต่วิเวก แล้วแลอยู่; เพราะวิตกวิจารรำ งับลง, เธอเข้าถึงฌานที่สอง อันเป็น เครื่องผ่องใสแห่งใจในภายใน ให้สมาธิเป็นธรรมอันเอก ผุดขึ้น ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีแต่ปีติและสุข อันเกิดแต่สมาธิ แล้วแลอยู่; เพราะปีติจางหายไป, เธอเป็นผู้เพ่งเฉยอยู่ได้ มีสติ มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและได้เสวยสุขด้วยนามกาย ย่อมเข้าถึงฌานที่สาม อันเป็นฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญผู้ได้บรรลุว่า “เป็นผู้เฉยอยู่ได้ มีสติ มี การอยู่เป็นสุข” แล้วแลอยู่; เพราะละสุขและทุกข์เสียได้ และเพราะความดับหายไปแห่งโสมนัสและโทมนัส ในกาลก่อน, เธอย่อมเข้าถึงฌานที่สี่ อันไม่ทุกข์และไม่สุข มีแต่สติอันบริสุทธิ์ เพราะอุเบกขา แล้วแลอยู่
นี้เราเรียกว่า สัมมาสมาธิ

ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อริยสัจ คือ หนทาง เป็นเครื่องให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์

ที่มา: หนังสือพุทธวจน หมวดธรรม เปิดรรมที่ถูกปิด "ตามรอยธรรม"

วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ความสำคัญของวันโกนวันพระ

หัวข้อนี้อยากจะเล่าถึงเรื่อง วันโกน วันพระ นั้นมีความสำคัญอย่างไร...  โดยบทความรู้นี้ต้องขอบคุณพี่กันต์ กวินต์ เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ค่ะ ทุกตัวอักษรพิมพ์อย่างตั้งใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจค่ะ 

"วันโกน"คือวันก่อน"วันพระ"หนึ่งวัน ตามปฏิทินจันทรคติมีความเชื่อทางพุทธศานาว่าเป็นวันสำคัญทางพระพิธีการต่างๆ เช่นการปลงผมก็ดี การสวดปาฏิโมกข์เพื่อชำระศีลก็ดี รวมถึงการประกอบพิธีทำบุญใหญ่ๆ เราก็จะเลือกทำในวันนี้ ซึ่งเป็นปกติของชาวพุทธเราที่จะไปทำบุญตักบาตร..



ย้อนไปอดีตคนสมัยก่อนเขานิยมหยุดงานกันในวันพระหรือวันโกน ถือเป็นวันหยุดพักผ่อนทางราชการและชาวบ้านทั่วไป แต่ในสมัยต่อมาอิทธิพลชาติตะวันตกเริ่มมีอิทธิพลกับคนไทย จำให้ราชการเปลี่ยนวันหยุดมาเป็นเสาร์อาทิตย์แทน

แต่ในทางโลกทิพย์นั้นวันนี้สำคัญอย่างไร? 

ประการแรก ทางนรกโลก ผู้ที่ตัดสินโทษและลงฑัณฑ์จะหยุดการทรมานสัตว์นรกชั่วคราวในช่วงเวลาวันโกนวันพระนี้ และหยุดการชำระความคดีต่างๆ และเปิดประตูโลกวิญญาณให้ญาติของเราผู้เสียชีวิตไปแล้วสามารถขึ้นมาขอรับบุญจากญาติในโลกมนุษย์ได้ หากดวงจิตใดไม่สวามารถขึ้นมารับได้อาจเพราะอยู่ในขุมนรกที่ลึกเกินไป เราก็สามารถอุทิศบุญกุศลให้เขาโดยฝากผ่านเทพเทวดา พระแม่ธรณีช่วยนำส่งผลบุญนั้นไปถึงญาติเรา เขาเหล่านั้นก็สามารถที่จะรับและเสวยบุญนั้นได้เลยทันที ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้ที่สามารถสัมผัสได้ทางกายหยาบบางครั้งอาจมีอาการปวดเนื้อปวดตัว มึนหัว เกิดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างไม่ทราบสาเหตุ หรือมีอาการเจ็บป่วยบ้างจามอาการของญาติที่เสียไป หรือบ้างก็ฝันเห็น หรือบางทีก็สามารถสัมผัสได้ทางจิตเลยว่า ท่านเหล่านั้นมารอรับบุญจากเรา 

ดังนั้นจึงถือเหป็นโอกาสดีที่เราจะรีบสร้างกุศล ตักบาตร สวดมนต์ ไหว้พระและทำสมาธิ แล้วอุทิศแผ่ส่วนกุศลผลบุญ ก็จะส่งถึงเขาเหล่านั้นได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ถึงวาระ

ประการสอง ทางเทวโลกหรือสวรรค์ จะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงโปรดลงมาแสดงธรรมเทศนาแก่เหล่าเทพ  พรหม เทวดา ทั้งหลาย ซึ่งเทพหรหมเทวดาส่วนใหญ่ที่ถือศีลก็จะบำเพ็ญเพียรในวันนี้เป็นพิเศษ




บทกราบเทวดา

มีโอกาสได้ฟังพี่ที่เคารพท่านหนึ่งเล่าถึงวันโกนวันพระและพี่ก็ได้ให้บทกราบเทวดาประจำตัวในวันโกนดังนี้

วางพานดอกบัวบนพื้นหรือหิ้งพระ จุดธูป 9 ดอกหรือไม่จุดก็ได้ อาราธนาศีล 5 แล้วกล่าวดังนี้

"ลูกกราบทูลเทวดาองค์ในของลูก เจ้าที่และรุขเทวดาที่ดูแลสถานที่นี้ เทพเทวาที่ปกปักษ์รักษาลูกเสมอมา (เอ่ยชื่อเทวดาเพิ่มได้ตามใจปรารถนา) โปรดรับสักการะจากลูกด้วยมวลบุพชาติเหล่านี้ รวมถึงพวงมาลามะลิปลายกุหลาบแดง บายศรี ปากชาม หมากพลูอันโอชะ ผลไม้ซึ่งมี ...(เอ่ยชื่อแต่ละชนิด) หากพระองค์ใดมีเจตนาจะเสด็จขึ้นชั้นเกศแก้วจุฬามณีวิมาน เพื่อฟังการแสดงธรรมเทศนาจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในค่ำคืนนี้ โปรดนำถวายเครื่องสักการะเหล่านี้ให้เป็นเครื่องบรรณาการแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วย
หากพระองค์ใดไม่มีเจตนาจะเสด็จขึ้น ขอโปรดรับเครื่องสักการะเหล่านี้ ถวายเป็นเครื่องบรรณาการด้วยศรัทธาจากลูกด้วยเทอญ สาธุ"

พี่เล่าว่า การที่เราไหว้เทวดาประจำตัวหรือที่เรานับถือ ขอให้ท่านนำดอกไม้ธูปเทียนของเราไปไหว้สักการะแด่พระพุทธเจ้าเพื่อไปฟังธรรมเทศสนานั้น จะทำให้เทวดาท่านมีภูมิธรรมที่สูงขึ้น พูดง่ายๆก็คือแสงสว่างขึ้น กายใหญ่ขึ้นนั้นเองและท่านจะสามารถช่วยเหลือเกื้อกูลและคุ้มครองเรายิ่งขึ้น

ขออานิสสงส์ผลบุญนี้จงเกิดแก่ทั้ง พี่กันต์ กวินต์ ผู้ที่ให้ความรู้ พี่ติ๊ด สุมนัส ผู้ให้บทสวดไหว้เทวดาและครูบาอาจารย์เจ้าของบทสวดทุกท่านค่ะ สาธุ

(ที่กล่าวมานี้ก็เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟัง)

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2558

คติธรรมคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี )


๐ คติธรรมคำสอนของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี )
๑. เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ
...ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต ) กล่าวว่า เคล็ดลับสู่ความสำเร็จสุดยอดในทางธรรม คือ จะต้องมีสัจจะอันแน่วแน่ และมีขันติธรรมอันมั่นคง จึงจะฝ่าฟันอุปสรรค บรรลุความสำเร็จได้ อาตมามีกฎอยู่ว่า เช้าตีห้าไม่ว่าฝนจะตก ฟ้าจะร้อง อากาศจะหนาว ต้องตื่นทันที ไม่มีการผัดเวลา แล้วเข้าสรงน้ำ ชำระกายให้สะอาด แล้วจึงได้สวดมนต์และปฏิบัติสมถกรรมฐานหนึ่งชั่วโมง พอหกโมงตรงก็ออกบิณฑบาต เพื่อปฏิบัติตามปฏิปทาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
๒. ฝึกจิตให้ได้ผลต้องตรงต่อเวลา
...กลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็เอาอาหารตั้งไว้ ตักน้ำใส่ตุ่ม เสร็จแล้วฉันอาหารเช้า โดยปกติอาตมาฉันมื้อเดียวเว้นไว้มีกิจนิมนต์ จึงฉันสองมื้อ สี่โมงเช้าถึงเที่ยง ถ้ามีรายการไปเทศน์ ก็ไปเทศน์ตามที่นัดไว้ วันไหนไม่ติดเทศน์ก็จะปิดประตูกุฏิทันที ไม่ให้ใครๆเข้าไป ในช่วงเวลานั้นเป็นเวลาศึกษาตำรา เวลาบ่ายโมงจึงออกรับแขก บ่ายสามโมงไม่ว่าใครจะมาอาตมาจะให้ออกจากกุฏิไปหมด เพราะถึงเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ฉะนั้น จุดสำคัญจงจำไว้ เราจะปฏิบัติเพื่อหลุดพ้น ต้องมีสัจจะเพื่อตน โดยไม่เห็นแก่หน้าใคร ถึงเวลาทำสมาธิต้องทำ ไม่มีการผัดผ่อนใดๆ ทั้งสิน
๓. หลักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน
1.จะต้องมีสัจจะต่อตนเอง
2.จะต้องไม่คล้อยตามอารมณ์ของมนุษย์
3.พยายามตัดงานในด้านสังคมออก และไม่นัดหมายใครในเวลาปฏิบัติกรรมฐาน ดังนั้นเมื่อจะเป็นนักปฏิบัติธรรมจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ของเรา เพื่อฝึกจิตให้เข้มแข็ง
๔. ทางแห่งความหลุดพ้น
...เจ้าประคุณสมเด็จฯ มักจะกล่าวกับสานุศิษย์ทั้งหลายอยู่เสมอว่า ชีวิตมนุษย์อยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็ต้องตายและถูกหามเข้าป่าช้า ดังนั้น จึงควรประพฤติปฏิบัติอยู่ใน ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏ ท่านเปรียบเทียบว่า มนุษย์อาบน้ำ ชำระกายวันละสองครั้ง เพื่อกำจัดเหงื่อไคลสิ่งโสโครกที่เกาะร่างกาย แต่ไม่เคยคิดจะชำระจิตให้สะอาดแม้เพียงนาที ด้วยเหตุนี้ ทำให้จิตใจของมนุษย์ ยุคปัจจุบันเศร้าหมองเคร่งเครียดและดุดัน ก่อให้เกิดปัญหาความพิการในสังคมความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน จนกระทั่งเกิดความขัดแย้ง และกลายเป็นสงครามมนุษย์ฆ่ามนุษย์ด้วยกัน
๕. แต่งใจ
...ขอให้ท่านได้พิจารณาไตร่ตรองให้จงดีเถิดว่า ร่างกายของเรานี้ไฉนจึงต้องชำระทุกวันทั้งเช้าและเย็น จะขาดเสียไม่ได้ทั้งที่หมั่นทำความสะอาดอยู่เป็นนิจ แต่ยังมีกลิ่นไม่น่าอภิรมย์ออกมา แม้จะพยายามหาของหอมมาทาทับ ก็ปกปิดกลิ่นนั้นไม่ได้ใจของเราล่ะ ซึ่งเป็นใหญ่กว่าร่างกาย เป็นผู้สั่งบัญชางาน ให้กายแท้ๆ มีใครเอาใจใส่ชำระสิ่งสกปรกออกบ้าง ตั้งแต่เล็กจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มันสั่งสมสิ่งไม่ดีไว้มากเพียงใด หรือว่ามองไม่เห็นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้อง ทำความสะอาดหรือ?
๖. กรรมลิขิต
...เราทั้งหลายเกิดมาเป็นมนุษย์ชาติแล้ว ล้วนแต่มีกรรมผูกพันกันมาทั้งสิ้น ผูกพันในความเป็นมิตรบ้างเป็นศัตรูบ้าง แต่ละชีวิตก็ย่อมที่จะเดินไปตามกรรมวิบากของตนที่ได้กระทำไว้ ทุกชีวิตล้วนมีกรรมเป็นเครื่องลิขิต
อดีตกรรม ถ้ากรรมดี เสวยอยู่
ปัจจุบันกรรม สร้างกรรมชั่ว ย่อมลบล้าง
อดีตกรรม กรรมแห่งอกุศล วิบากตน
ปัจจุบัน สร้างกรรมดี ย่อมผดุง
เรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าเป็นชาวพุทธแล้ว เขาถือว่าเป็นกฎแห่งปัจจังตัง ผู้ที่ต้องการรู้ ต้องทำเอง รู้เอง ถึงเอง แล้วจึงจะเข้าใจ
๗. นักบุญ
...การทำบุญก็ดี การทำสิ่งใดก็ดี ถ้าเป็นการทำตนให้ละทิฏฐิมานะ ทำเพื่อให้จิตเบิกบาน ย่อมเสวยบุญนั้นในปรภพ มนุษย์ทุกวันนี้ทำแบบมีกิเลส ดังนั้น บางคนนึกว่าเข้าสร้างโบสถ์เป็นหลังๆ แล้วเขาจะไปสวรรค์หรือเปล่า เขาตายไปอาจจะต้องตกนรก เพราะอะไรเล่า เพราะถ้าเขาสร้างด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ เป็นการทำเพื่อเอาบุญบังหน้าในการเสวยความสุขส่วนตัวก็มี บางคนอาจเรียกได้ว่าหน้าเนื้อใจเสือ คือข้างหน้าเป็นนักบุญ ข้างหลังเป็นนักปล้น
๘. ละความตระหนี่มีสุข
...ดังนั้นบุญที่เขาทำนี้ถือว่า ไม่เป็นสุข หากมาจากการก่อกรรม บุญนั้น จึงมีกระแสคลื่นน้อยกว่าบาปที่เขาทำเอาไว้หากมีใครเข้าใจคำว่า บุญ นี้ดีแล้ว การทำบุญนี้จุดแรกในการทำก็เพื่อไม่ให้เรานี้เป็นคนตระหนี่ รู้จักเสียสละเพื่อความสุขของผู้อื่น ธรรมดาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เมื่อมีทุกข์ก็ควรจะทุกข์ด้วย เมื่อมีความสุขก็ควรสุขด้วยกัน
๙. อย่าเอาเปรียบเทวดา
...ในการทำบุญ สิ่งที่จะได้ก็คือ ระหว่างเราผู้เป็นมนุษย์ เรารู้ว่าสิ่งที่เราทำนี้จะเป็นมงคล ทำให้จิตใจเบิกบานดี นี่คือการเสวยผลแห่งบุญในปัจจุบัน ทีนี้การทำบุญเพื่อจะเอาผลตอบแทนนั้น มนุษย์นี้ออกจะเอาเปรียบเทวดา ทำบุญครั้งใด ก็ปรารถนาเอาวิมานหนึ่งหลังสองหลัง การทำบุญแบบนี้เรียกว่า ทำเพราะหวังผลตอบแทนด้วยความโลภ บุญนั้นก็ย่อมจะไม่มีผล ท่านอย่าลืมว่า ในโลกวิญญาณเขามีกระแสทิพย์รับทราบในการทำของมนุษย์แต่ละคนเขามีห้องเก็บบุญและบาปแห่งหนึ่ง อันเป็นที่เก็บบุญและบาปของใครต่อใครและของเรื่องราวนั้นๆ กรรมของใครก็จะติดตามความเคลื่อนไหวของตนๆนั้น ไปตลอดระหว่างที่เขายังไม่สิ้นอายุขัย
๑๐. บุญบริสุทธิ์
...การที่สอนให้ทำบุญโดยไม่ปรารถนานั้น ก็เพื่อให้กระแสบุญนั้นบริสุทธิเป็นขั้นที่นึ่ง จะได้ตามให้ผลทันในปัจจุบันชาติ แต่ถ้าตามไม่ทันในปัจจุบันชาติ ก็ติดตามไปให้เสวยผลในปรภพ คือ เมื่อสิ้นอายุขัยจากโลกมนุษย์ไปแล้ว ฉะนั้น เขาจึงสอนไม่ให้ทำบุญเอาหน้า ทำบุญอย่าหวังผลตอบแทน สิ่งดีที่ท่านทำไปย่อมได้รับสนองดีแน่นอน
๑๑. สั่งสมบารมี
...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับนักปฏิบัติธรรมแล้ว การทำบุญทำทานย่อมเป็นการส่งเสริมการปฏิบัติจิตให้บรรลุธรรมได้เร็วขึ้น เป็นบารมีอย่างหนึ่ง ในบารมีสิบทัศที่ต้องสั่งสม เพื่อให้สำเร็จมรรคผลนิพพาน
๑๒. เมตตาบารมี
...การทำบุญให้ทานเพียงแต่เรียกว่า ทานบารมี หากบำเพ็ญสมาธิจิตจนได้ญาณบารมี และโดยเฉพาะการบำเพ็ญทุกอย่างนั้น ถ้าท่านให้โดยไม่มีเจตนาแห่งการให้ ให้สักแต่ว่าให้เขา ท่านก็ย่อมได้กุศลเรียกว่าไม่มาก และทัศนคติของอาตมาว่าการบำเพ็ญเมตตาบารมีในภาวนาบารมีนั้นได้กุศลกรรมกว่าการให้ทาน
๑๓. แผ่เมตตาจิต
...ทุกสิ่งทุกอย่างที่จะสัมฤทธิ์ผลนั้น เกิดจากกรรม 3 อย่าง คือ มโนกรรม เป็นใหญ่ แล้วค่อยแสดงออกมาทางวจีกรรม หรือกายกรรมที่เป็นรูป การบำเพ็ญสมาธิจิตเป็นกุศลดีกว่า เพราะว่า การแผ่เมตตา 1 ครั้ง ได้กุศลมากกว่าสร้างโบสถ์ 1 หลัง ขณะจิตที่แผ่เมตตานั้น จะเกิดอารมณ์แจ่มใส สรรพสัตว์ไม่มีโทษภัย ตัวท่านก็ไม่มีโทษภัย ฉะนั้น เขาจึงว่านามธรรมมีความสำคัญกว่า
๑๔. อานิสงส์การแผ่เมตตา
...ผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ต้องรู้จักคำว่า แผ่เมตตา คือต้องเข้าใจว่า ความวิเวกวังเวงแห่งการคิดนึกของเราแต่ละบุคคลนั้น มีกระแสแห่งธาตุไฟผสมอยู่ในจิตและวิญญาณกระจายออกไป เมื่อจิตของเรามีเจตนาบริสุทธิ์ เมื่อจิตของเราเป็นมิตรกับทุกคน เมื่อนั้นเขาก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา เสมือนหนึ่งเราให้เขากินอาหาร คนที่กินอาหารนั้นย่อมคิดถึงคุณของเรา หรืออีกนัยหนึ่งว่าเราผูกมิตรกับเขาๆก็ย่อมเป็นมิตรกับเรา แม้แต่คนอันธพาล เราแผ่เมตตาจิตให้ทุกๆวัน สักวันหนึ่งเขาก็ต้องเป็นมิตรกับเราจนได้ เมื่อจิตเรามีเจตนาดีต่อดวงวิญญาณทุกๆดวง ดวงวิญญาณทุกๆดวงย่อมรู้กระแสแห่งจิตของเรา เรียกว่ามนุษย์เรานี้มีกระแสธาตุไฟออกจากสังขาร เพราะเป็นพลังแห่งการนั่งสมาธิจิต วิญญาณจะสงบ ธาตุทั้ง 4 นั้น จะเสมอแล้วจะเปล่งเป็นพลังงานออกไป ฉะนั้น ผู้ที่นั่งสมาธิปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ จิตแน่วแน่แล้ว โรคที่เป็นอยู่มันจะหายไป ถ้าสังขารนั้นไม่ใช่จะพังเต็มทีแล้ว คือไม่ถึงวาระสิ้นอายุขัย หรือว่าสังขารนั้นร่วงโรยเกินไปแล้ว ก็จะรักษาให้มันกระชุ่มกระชวยได้หรือจะให้มันสบายหายเป็นปกติดั่งเดิมได้
๑๕. ประโยชน์จากการฝึกจิต
...ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนมีสมาธิแน่วแน่ เมื่อจิตนิ่งก็รู้ตน เริ่มพิจารณาตน รู้ตนเองได้ ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญานี้เรียกว่า ปัญญาภายในจากจิตวิญญาณ ซึ่งเราจะใช้ปัญญานี้ได้แน่นอน เมื่อเกิดมีปัญหาขึ้นในชีวิตตลอดระยะเวลาอันยาวนานข้างหน้า นี่คือประโยชน์ของการฝึกจิตแล้ว คุณของสมาธิยังเป็นพลังป้องกันไม่ให้เกิดโรคภัย เจ็บป่วยได้ กล่าวคือ การบำเพ็ญจิต จนจิตสงบนิ่งแล้ว ระบบต่างๆทางประสาทจะได้รับการพักผ่อน เป็นการปรับธาตุในกายให้เกิดพลังจิตเข้มแข็ง กายเนื้อก็จะแข็งแรงกระชุ่มกระชวยด้วย โลหิตในร่างกายจะหมุนเวียนสะดวกขึ้น ความตึงเครียดตามร่างกายและประสาทต่างๆ จะผ่อนคลายเป็นปกติ โรคต่างๆจะลดน้อยลงโดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง หายป่วยได้ด้วยการฝึกจิตและเดินจงกรม
(คัดลอกจากหนังสือ เรียนธรรมะบูชาพระสุปฏิปันโน เล่มของ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี )

๐ ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม
อภิเศรษฐ์ ธัชศิริธีรภัทร

ขออนุญาตพี่ อภิเศรษฐ์ ธัชศิริธีรภัทร นำมาเขียนลงในบล็อก เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตัวผู้ฝึกปฏิบัติอย่างข้าพเจ้าเอง 
สาธุ สาธุ สาธุ

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเดินทาง : ฉบับกับคนรู้ใจ

เรื่องเล่าของนักธรณีวิทยาและนักดนตรี ฮ่าๆ คิดแล้วก็ตลกเรามาบรรจบกันได้อย่างไร อุ่ย! ผิดหัวข้อ... เรื่องเล่าของคนสองคนที่รักธรรมชาติและการท่องเที่ยว จนถึงตอนนี้มานับดูกันดีกว่าว่าเราไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้าง ปล.จริงๆกำลังรื้อรูปมาล้างติดผาบ้าน :P




1."เขาช้างเผือก" ทองผาภูมิ กาญจนบุรี
ทริปแรกของเราที่อยากแบกเป้เดินเขา จุดเริ่มต้นจากเมื่อครั้งสมัยก่อนที่เขาช้างเผือกยังไม่ดังไม่มีการโปรโมท เราได้รู้จักเขาที่นี่จากในบล็อกที่หนึ่ง เห็นครั้งแรกก็ประทับใจเลย ตั้งใจว่าจะไปที่นี่ให้ได้ แต่ด้วยที่ไม่เคยแปกเป้เที่ยวเองมาก่อน เปิดดูข้อมูลต้องติดต่อใคร เตรียมอะไรบ้างดูยุ่งยากและไม่มีประสบการณ์มาก่อน เลยตัดสินใจไปกับทัวร์เดินป่าของ Trekking Thai และก็ได้ไปสมใจ

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/10/blog-post_20.html





2. "ลำคลองงู" กาญจนบุรี
ทริป adventure ที่ลำคลองงู ที่นี้ถือว่าเป็น Unseen in Thailand แห่งหนึ่งของเราเอง สถานที่ที่มีชื่อของที่นี่คือ "ถ้ำเสาหิน" ที่เกิดจากหินงอกหินย้อยที่สุงที่สุดในประเทศไทย 62.5 เมตร สำหรับการเดินทางเข้าไปชม มีทั้งเดินป่า ว่ายน้ำ ปีนเขา กระโดดน้ำตก เรียกได้ว่าผจญภัยต่างๆนาๆ บริเวณถ้ำเสาหินจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือน มีนาคมถึงเมษายนเท่านั้น

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่ http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post.html






3."ภูสอยดาว" อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อุตรดิตถ์
ได้ยินคำว่า "ภูสอยดาว" ก็ทำให้จินตาการถึงภูเขาที่สูงเสียดดาว สามารถมองเห็นดาวได้ถนัดชัดเจน แต่พอมาสัมผัสจริงๆนั้นแตกต่างจากที่จินตนาการไว้มาก สวยงามในอีกแบบ เป็นทุ่งดอกไม้ในท่ามกลางสายฝนโปรยปรายและสายหมอกบนยอดเขาสูง ลมพัดเอื่อยเย็น และนอกจากนี้ยังมีน้ำตกที่มีต้นเมเปิลแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ให้ได้ชมกันอีกด้วย

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post_79.html




4."น้ำตกเปรโต๊ะลอซู" หรือปิ๊ตรุ๊โกร หัวใจแห่งอุ้มผาง ตาก
ตามหาหัวใจแห่งอุ้มผาง "เปรโต๊ะลอซู" หรือ "ปิ๊ตุ๊โกร" เคยได้ยินชื่อน้ำตกทีลอซูมานานแล้ว แต่เปรโต๊ะลอซู พึ่งรู้จักเมื่อไม่นานมานี้ และเส้นทางก็ใช้เส้นเดียวกันแต่ทางจะไกลกว่าหน่อยเท่านั้น เป็นน้ำตกที่ไหนจากหน้าผาสูง สายน้ำไหนเป็นสายหลายสายและมาบรรจบกันเป็นรูปหัวใจ โดยพี่เล่าว่าจะสวยมากโดยเฉพาะหน้าฝน และที่นี่เป็นน้ำตกที่พบโดยบังเอิญจากการสำรวจยอดดอยมะม่วงสามหมื่นที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อุ้มผาง

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post.html




5."ดอยหลวงเชียงดาว" เชียงใหม่
สามวันสองคืนบนดอยหลวง ป่าไม้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ อากาศหนาวจับใจ ดอกไม้ต้นไม้บานเต็มสองข้างทาง ฮ่อมเชียงดาวเต็มดอย มีดอกพญาเสือโคร่งขึ้นเป็นหย่อมๆ บนความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตื่นแต่เช้ามืดจากแคมป์เพื่อเดินขึ้นยอดกิ่วลมไปดูพระอาทิตย์ขึ้น มืดจนต้องใช้ไฟฉายนำทาง ตกเย็นเดินขึ้นยอดดอยหลวงเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า อาบลมห่มฟ้า ห้องน้ำธรรมชาติ เป็นอีกทริปหนึ่งที่สวยและประทับใจมากๆ 

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post_20.html





6."เขาหลวง" คีรีวงศ์ นครศรีธรรมราช
ครั้งแรกกับการเดินป่าใต้ เราเริ่มเพิ่มระดับความยากของการเดินป่าขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินคนพูดกันมากมายว่าป่าใต้นั้นเดินยาก ยากอย่างไรก็ไม่ทราบได้ ไม่มีคำจัดกัดความที่ชัดเจน จนกระทั่งช่วงกลางปีพี่ๆได้ชวนไปเดินเขาหลวงที่นครศรีธรรมราช ก็ตอบรับไปในทันที ทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งที่พูดกันมากคือ "ทากเยอะ" ตั้งแต่เดินป่ามายังไม่เคยโดนทากกัดเลยสักครั้ง เลยไม่ได้กลัวอะไรมาก แพ็คกระเป๋าได้ก็ออกเดินทางเลย โดยเราใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้ สามวันสองคืนเช่นเคย โดยการขึ้นเขาหลวงครั้งนี้ ขึ้นที่บ้านคีรีวงศ์ ไม่มีลูกหาบ เพราะเขาที่นี่ยังไม่ดังเท่าที่อื่นๆ ป่ายังดิบอยู่มาก ต้องอาศัยคนในพื้นที่ช่วยในการนำทาง 

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post_6.html




7."ทุ่งทานตะวัน" เขาจีนแล ลพบุรี
จังหวัดลพบุรี เป็นทุ่งทานตะวันที่ใหญ่มากที่หนึ่งในประเทศไทย มีพื้นที่กว้างใหญ่มากหลายไร่ ตั้งอยู่บริเวณเขาจีนแล ใกล้วัดเวฬุวัน ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองและเป็นทุ่งทานตะวัน ที่ใกล้ตัว เมือง ลพบุรีมากประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น ด้านหลังสวยงามด้วยภูเขาเรียกว่า เขาจีนแล  ถือว่าเป็นทุ่งทานตะวันที่สวยที่สุดของจังหวัดลพบุรีเลยทีเดียว ซึ่งเทศกาลชมดอกทานตะวันจะมีทุกปี ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวช่วยกันไม่ทำลายดอกทานตะวันเท่านั้นเอง

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post_1.html



8."เกาะล้าน" พัทยา
เที่ยวเกาะใกล้กรุงเทพ "เกาะล้าน" ขับรถชั่วโมงครึ่งถึงพัทยา แล้วนั่งเรือข้ามไปเกาะล้านที่ท่าเรือแหลมมาลีฮาย เกาะที่นี่ไม่เหมือนเกาะท่องเที่ยวที่เจริญ ที่นี่สงบมากเหมือนหมู่บ้านหนึ่งในต่างจังหวัด มีตลาดนัดตอนกลางคืนหน้าวัด ของกินและที่พักราคาไม่แพงมาก คราวหน้าคงได้ไปเยือนอีก เก็บภาพได้นิดหน่อย เที่ยวอย่างเดียว 



9.เที่ยวโคราช ปากช่องถึงวังน้ำเขียว
ขับรถเที่ยวชิวๆหลายครั้ง ในหลายๆที่ตั้งแต่ปากช่อง เขาใหญ่ ถึงวังน้ำเขียว เก็บแต่ภาพคู่มาลงละกันเนอะ





10.เที่ยวเมืองตรัง
ไปเยือนเมืองตรังมา 2 ครั้ง สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองตรังมีมากมายค่ะ โชคดีได้เจ้าบ้านเป็นไกค์พาเที่ยว (แฟนตูนี่แหละ) มีทั้งแบบขับรถยนต์และขับรถมอเตอร์ไซค์ตะเวณเที่ยวไปเรื่อยๆ แล้วแต่วันไหนขยัน ถ้าขี้เกียจก็ขับรถเล่นในเมืองซะส่วนใหญ่ เที่ยวทั้งเกาะต่างๆ ถ้ำมรกตที่มีชื่อเสียง ชายหาดมากมายให้ได้พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนที่ไม่ติดทะเลก็มีน้ำตก ถ้ำ วัด มัสยิด ให้ได้เที่ยวชมเช่นกันค่ะ

ตรัง เมืองหน้ารักเที่ยวเกาะ ถ้ำและนำตก, หาดปากเมง, เกาะไหง, หาดเจ้าไหมและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, ถ้ำเลเขากอบ, น้ำตกโตนเต๊ะ, แหลมหยงสตาร์


อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/10/2.html






11. "แสมสาร" ดำน้ำดูปะการัง เกาะแสมสาร สัตหีบ
ดำน้ำดููปะการัง เกาะแสมสาร สัตหีบ สนุกสนาน โลกใต้น้ำยังสวยงามและประทับใจ ทั้งปลาการ์ตูน ปะการัง หลายภาพต้องอาศัยพี่มนุษย์กบดำลงไปถ่ายให้เพราะดำเองไม่ถึง 






12."ภูกระดึง" เที่ยวชมธรรมชาติบนภูกระดึง เลย
บนเส้นทางธรรมชาติภูกระดึง : เส้นทางบนหลังแปนี้ยาวไกลมาก เริ่มตั้งแต่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ "ผานางแอ่น" ต่อด้วยตามหาใบเมเปิลแดงที่ "น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกเพ็ญพบ" และค่อยๆขึ้นเขาตามผาต่างๆจนสุดพระอาทิตย์ตกที่ "ผาหล่มสัก" ระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร...จริงๆแล้วถ้าจะเที่ยวให้ครบภายในวันเดียว ภูกระดึงก็ไม่ได้ชิวอย่างที่คิด 







13."ยอดหินกูบ" เขาสอยดาวใต้ จันทบุรี
อีกเช่นเคย เป็นทริปที่พี่ชวนไปอีกครั้ง โดยไม่ได้คิดตอบตกลงในทันที ยอดหินกูบ เขาสอยดาวใต้ จังหวัดจันทบุรี เป็นยอดเขาหินแกรนิตแข็งลักษณะเป็นชะง่อนผามีหลังคาคล้ายถ้ำเล็กๆ โดยเราเดินขึ้นเขาถึงยอด ครั้งนี้กางถุงนอนกันเป็นปลาทูใต้ชะง่อนผา ไม่มีเตนท์หรือเปลเหมือนเช่นเคย ตกเย็นลมแรงอากาศหนาวจับใจ

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่





14."อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า" พิษณุโลก
ขับรถเที่ยวป่าหน้าฝนขึ้นไปพิษณุโลกจนถึงที่ทำการอทยานภูหินร่องกล้า เดินบนเส้นทางธรรมชาติไปลานหินปุ่มเพื่อชมพระอาทิตย์ตก เช้าวันต่อมาขับรถไปที่หน่อวยน้ำตกหมันแดง แม้สายมากแล้วเมฆหมอกยังครึ้ม เดินลงเขาไปน้ำตกหมันแดง ตามหาเจ้าดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่เขาว่าออกดอกโชว์แค่ฤดูฝนเท่านั้น

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/08/blog-post_6.html






อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า : น้ำตกหมันแดง

พอฝนตกชุ่มฉ่ำทำให้คิดถึงป่าหน้าฝน ในตอนแรกนั้นวางแผนไปล่องแก่งกับพี่ๆแกงค์เดิม แต่ด้วยหลายคนติดภารกิจทำให้ทริปนี้ล่มไป คิดอยู่นานนี่คงถึงเวลาต้องลองเที่ยวเองดูบ้างโดยเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเอง โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ นั่งดูข้อมูลไปเรื่อยๆจนเจอที่อยากจะไปคือ"ตามหาดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่น้ำตกหมันแดง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า" นั่นเอง



ศึกษาข้อมูลเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพสู่พิษณุโลก ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ซึ่งเส้นนี้ไม่ได้พาไปแค่ล่องแก่งน้ำเข็ก เที่ยวอุทยานทุ่งแสลงหลวงและขึ้นเขาค้อเท่านั้น ยังเป็นเส้นทางขึ้นอุทยานภูหินร่องกล้าอีกด้วย รวมระยะทางจากตัวเมืองพิษณุโลก 127 กิโลเมตร ทางขึ้นภูหินร่องกล้านั้นขึ้นได้ทั้งจากอำเภอนครไท พิษณุโลกและจากทางอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยครั้งนี้เราเลือกขึ้นทางพิษณุโลกและลงทางภูทับเบิกเพื่อจะได้เที่ยวได้ครบค่ะ



ขับรถขึ้นเขาไปกว่า 25 กิโลเมตรก็ถึงที่ทำการอุทยาน ซึ่งมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ต้อนรับ ติดต่อบ้านพักแทนกลางเตนท์ที่เตรียมมาเองเพราะเห็นอากาศครึ้ม คืนนี้ฝนคงตกอย่างแน่นอน บ้านพักหลังละ 800 บาท สองห้องนอน พักได้ 2-6 คนเลยทีเดียวค่ะ หลังจากนั้นก็หาที่ทานอาหาร บนนี้มีร้านอาหารอยู่สองร้านคือร้านรังทองและร้านดวงใจซึ่งทั้งสองร้านราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับร้านอาหารสถานที่เที่ยวดังๆทั่วไป หลังจากอิ่มหนำสำราญก็เดินเล่นในตัวอุทยานสักหน่อยฆ่าเวลา ทั้งร่มรื่นและอากาศเย็นสบาย พอตกเวลาเย็นก็เดินทางไปลานหินปุ่มเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเขาว่าสวยที่สุดในภูหินร่องกล้าเลยทีเดียว

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขับรถไปทางอำเภอหล่มสักตามทางลาดยาง 2 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน จอดรถแล้วเดินลงไปบนเส้นทางอีก1.5 กิโลก็ถึงจุดชมวิวลานหินปุ่ม เส้นทางนี้จะมีลักษณะเป็นวงรอบเสียบหน้าผา คือเริ่มจากสำนักอำนาจรัฐ ผาชูธง ลานหินปุ่ม


ภูหินร่องกล้าฤดูฝน ธรรมชาติชุ่มฉ่ำ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้และธารน้ำไหลรินไปทั่วพื้น
โคลงคลาง ดอกไม้ธรรมดา แต่สวยไม่ธรรมดาบนยอดภู
ลิ้นมังกร สีส้มสีเหลือง เห็นได้ช่วงฤดูฝน เห็นได้ง่ายตามทางเดินไปลานหินปุ่ม
เปราะภูสีขาว ออกดอกสะพรั่งเป็นทุ่งตามทางเดินไปลานหินปุ่ม เห็นได้ในช่วงฤดูฝนเท่านั้น
สำนักอำนาจรัฐนั้นคือศูนย์บัญชาการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วางแผนงานในสมัยก่อน จากนั้นเดินไปเที่ยวผาชูธง เป็นการเดินเลียบหน้าผาไปลักษณะเป็นหน้าผาสูง เวลาคอมมิวนิสต์รบชนะจะมาโบกธงบนยอดนี้ เดินจากผาชูธงไปอีก 500 เมตรถึงลานหินปุ่ม อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของภูหินร่องกล้าก็ได้ ลักษณะเป็นลานหินตะปุ่มตะป่ำ ยืนชมวิวที่นี่ได้กว้างไกล


ลานหินปุ่ม จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก




จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ลานหินปุ่ม
 หลังจากเก็บภาพได้ก่อนพระอาทิตย์ตก ก็รีบเดินกลับไปยังลานจอดรถก่อนมืด เพราะหากมืดแล้วทางเดินยิ่งมืดยิ่งอันตราย กลับไปยังบ้านพักที่อุทยาน และเป็นดังคาดฝนตกหนักทั้งคืน ได้แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้ฝนหยุดตก เพื่อจะได้เดินทางลงเขาไปน้ำตกหมันแดงได้

เช้าวันใหม่ตื่นเตรียมตัวเช็คเอาท์บ้านพัก ทานอาหารเช้า จัดเตรียมสัมภาระและอาหารให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปยังหน่วยน้ำตกหมันแดง ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปทางอำเภอหล่มสัก ทางหลวงหมายเลข 2331 ประมาณ 22 กิโลเมตร แม้ว่าจะเริ่มสายแล้ว เมฆหมอกบปกคลุมหนาเต็มพื้นที่ มองไม่เห็นเส้นทางขับรถ อันตรายต้องระวังในการขับขี่อย่างมาก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หน่วยหมันแดง


หน่วยเจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตกหมันแดง
เดี๋ยวๆ เติมพลังแปป
พบว่าเรามาถึงเร็วมากยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ แต่ก็โชคดีได้เจอกับพี่ๆกลุ่มหนึ่งสามคน จึงได้ขอไปรวมกลุ่มกับพี่ๆเขาและเดินทางลงเขาไปยังน้ำตกหมันแดงพร้อมกัน









 และแล้วก็ถึงจุดหมาย ลงเขามาเรื่อยๆกว่า 3.5 กิโลเมตรก็ถึงที่หมาย น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 1 ซึ่งยังเป็นช่วงหน้าผาชันลงเหว น้ำตกหมันแดงมีชั้นสวยๆๆถึง 32 ชั้น แต่ส่วนใหญ่ไปได้แค่ 8 ชั้น ไกลกว่านั้นน้ำตกจะเริ่มเป็นชั้นเล็กๆ


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 4
น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 5


ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่ออกดอกโชว์แค่หน้าฝนเท่านั้น







สุดท้ายฝากไว้กับภาพคู่นะคะ :)

สวัสดี