วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า : น้ำตกหมันแดง

พอฝนตกชุ่มฉ่ำทำให้คิดถึงป่าหน้าฝน ในตอนแรกนั้นวางแผนไปล่องแก่งกับพี่ๆแกงค์เดิม แต่ด้วยหลายคนติดภารกิจทำให้ทริปนี้ล่มไป คิดอยู่นานนี่คงถึงเวลาต้องลองเที่ยวเองดูบ้างโดยเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเอง โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ นั่งดูข้อมูลไปเรื่อยๆจนเจอที่อยากจะไปคือ"ตามหาดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่น้ำตกหมันแดง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า" นั่นเอง



ศึกษาข้อมูลเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพสู่พิษณุโลก ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ซึ่งเส้นนี้ไม่ได้พาไปแค่ล่องแก่งน้ำเข็ก เที่ยวอุทยานทุ่งแสลงหลวงและขึ้นเขาค้อเท่านั้น ยังเป็นเส้นทางขึ้นอุทยานภูหินร่องกล้าอีกด้วย รวมระยะทางจากตัวเมืองพิษณุโลก 127 กิโลเมตร ทางขึ้นภูหินร่องกล้านั้นขึ้นได้ทั้งจากอำเภอนครไท พิษณุโลกและจากทางอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยครั้งนี้เราเลือกขึ้นทางพิษณุโลกและลงทางภูทับเบิกเพื่อจะได้เที่ยวได้ครบค่ะ



ขับรถขึ้นเขาไปกว่า 25 กิโลเมตรก็ถึงที่ทำการอุทยาน ซึ่งมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ต้อนรับ ติดต่อบ้านพักแทนกลางเตนท์ที่เตรียมมาเองเพราะเห็นอากาศครึ้ม คืนนี้ฝนคงตกอย่างแน่นอน บ้านพักหลังละ 800 บาท สองห้องนอน พักได้ 2-6 คนเลยทีเดียวค่ะ หลังจากนั้นก็หาที่ทานอาหาร บนนี้มีร้านอาหารอยู่สองร้านคือร้านรังทองและร้านดวงใจซึ่งทั้งสองร้านราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับร้านอาหารสถานที่เที่ยวดังๆทั่วไป หลังจากอิ่มหนำสำราญก็เดินเล่นในตัวอุทยานสักหน่อยฆ่าเวลา ทั้งร่มรื่นและอากาศเย็นสบาย พอตกเวลาเย็นก็เดินทางไปลานหินปุ่มเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเขาว่าสวยที่สุดในภูหินร่องกล้าเลยทีเดียว

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขับรถไปทางอำเภอหล่มสักตามทางลาดยาง 2 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน จอดรถแล้วเดินลงไปบนเส้นทางอีก1.5 กิโลก็ถึงจุดชมวิวลานหินปุ่ม เส้นทางนี้จะมีลักษณะเป็นวงรอบเสียบหน้าผา คือเริ่มจากสำนักอำนาจรัฐ ผาชูธง ลานหินปุ่ม


ภูหินร่องกล้าฤดูฝน ธรรมชาติชุ่มฉ่ำ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้และธารน้ำไหลรินไปทั่วพื้น
โคลงคลาง ดอกไม้ธรรมดา แต่สวยไม่ธรรมดาบนยอดภู
ลิ้นมังกร สีส้มสีเหลือง เห็นได้ช่วงฤดูฝน เห็นได้ง่ายตามทางเดินไปลานหินปุ่ม
เปราะภูสีขาว ออกดอกสะพรั่งเป็นทุ่งตามทางเดินไปลานหินปุ่ม เห็นได้ในช่วงฤดูฝนเท่านั้น
สำนักอำนาจรัฐนั้นคือศูนย์บัญชาการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วางแผนงานในสมัยก่อน จากนั้นเดินไปเที่ยวผาชูธง เป็นการเดินเลียบหน้าผาไปลักษณะเป็นหน้าผาสูง เวลาคอมมิวนิสต์รบชนะจะมาโบกธงบนยอดนี้ เดินจากผาชูธงไปอีก 500 เมตรถึงลานหินปุ่ม อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของภูหินร่องกล้าก็ได้ ลักษณะเป็นลานหินตะปุ่มตะป่ำ ยืนชมวิวที่นี่ได้กว้างไกล


ลานหินปุ่ม จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก




จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ลานหินปุ่ม
 หลังจากเก็บภาพได้ก่อนพระอาทิตย์ตก ก็รีบเดินกลับไปยังลานจอดรถก่อนมืด เพราะหากมืดแล้วทางเดินยิ่งมืดยิ่งอันตราย กลับไปยังบ้านพักที่อุทยาน และเป็นดังคาดฝนตกหนักทั้งคืน ได้แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้ฝนหยุดตก เพื่อจะได้เดินทางลงเขาไปน้ำตกหมันแดงได้

เช้าวันใหม่ตื่นเตรียมตัวเช็คเอาท์บ้านพัก ทานอาหารเช้า จัดเตรียมสัมภาระและอาหารให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปยังหน่วยน้ำตกหมันแดง ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปทางอำเภอหล่มสัก ทางหลวงหมายเลข 2331 ประมาณ 22 กิโลเมตร แม้ว่าจะเริ่มสายแล้ว เมฆหมอกบปกคลุมหนาเต็มพื้นที่ มองไม่เห็นเส้นทางขับรถ อันตรายต้องระวังในการขับขี่อย่างมาก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หน่วยหมันแดง


หน่วยเจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตกหมันแดง
เดี๋ยวๆ เติมพลังแปป
พบว่าเรามาถึงเร็วมากยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ แต่ก็โชคดีได้เจอกับพี่ๆกลุ่มหนึ่งสามคน จึงได้ขอไปรวมกลุ่มกับพี่ๆเขาและเดินทางลงเขาไปยังน้ำตกหมันแดงพร้อมกัน









 และแล้วก็ถึงจุดหมาย ลงเขามาเรื่อยๆกว่า 3.5 กิโลเมตรก็ถึงที่หมาย น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 1 ซึ่งยังเป็นช่วงหน้าผาชันลงเหว น้ำตกหมันแดงมีชั้นสวยๆๆถึง 32 ชั้น แต่ส่วนใหญ่ไปได้แค่ 8 ชั้น ไกลกว่านั้นน้ำตกจะเริ่มเป็นชั้นเล็กๆ


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 4
น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 5


ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่ออกดอกโชว์แค่หน้าฝนเท่านั้น







สุดท้ายฝากไว้กับภาพคู่นะคะ :)

สวัสดี

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Crystal Healing : หินบำบัด

ในยุคสมัยนี้เรื่องการใส่หินกำลังดังเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นดาราใส่หรือโฆษณาต่างๆเกี่ยวกับหินบำบัด หลายคนใส่ตามแฟชั่นเพื่อความสวยงาม หลายคนใส่เพราะอยากให้มีโชคลาภมีดวงเรื่องความรัก มีต่างๆนาๆ เรื่องของหินบำบัดมีมานานมากแล้วก่อนที่จะเริ่มโด่งดังเพราะการตลาด ทำให้มีหินปลอม หินย้อมสีออกมาขายกันเกลื่อนตลาด ในความจริงแล้วหินเราใส่เพื่ออะไร อยากให้รู้ความหมายจริงๆของการใส่หิน เลยขอแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องหินบำบัดที่เคยได้ศึกษาเรียนรู้มานานพอสมควร สิ่งต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้เรียนและพบเจอมากับตัวของผู้เขียนเองแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

เริ่มจากแฟนเรามีความสนใจในเรื่องจักระและเรกิอยู่เป็นทุนเดิม แฟนเราหาข้อมูลและได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งจึงขอสมัครไปเรียนกับอาจารย์ ท่านสอนเรื่องการรักษาจักระในร่างกาย การนั่งสมาธิและหินบำบัด ภายในเวลาสองเดือนแฟนเราก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใจเย็นมากขึ้น จากขี้หลงขี้ลืมก็ลดน้อยลง เราสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาจริงๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี เลยตัดสินใจขอตามไปเรียนด้วย

และก็ได้พบกับอาจารย์ ธอม ราสเซียนดะ สอน"เรกิ" พลังธรรมชาติ 
อาจารย์ท่านช่วยเปิดจักระให้เพื่อให้เราสามารถรับพลังได้ หลังจากนั้นก็ฝึกฝนกับตัวเองทุกวัน นั่งสมาธิ ทำเรกิรักษาให้ผู้อื่นบ้าง รักษาจักระตามร่างกายของตัวเองบ้าง การรักษาจักระต่างๆของร่างกายนั้นสำคัญมากก่อนที่จะโยงมาสู่เรื่องหินบำบัด ผู้สวมใส่หินควรรู้และศึกษาเรื่องจักระต่างๆในร่างกายด้วยเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ 




พลังจักรวาลและจักระทั้ง 7


ในร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพลังธรรมชาติ จิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกันและอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิ เราเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “จักระ (Chakra)”

จักระ (Chakra) เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “กงล้อ” ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลำแสงที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวนี้จะหมุนอยู่ตลอดเวลาก่อให้เกิดสีสรรต่างๆเหมือนประกายไฟ มีสีที่ต่างกันออกไป จักระในร่างกายมี 7 จุด ผู้ที่ผ่านการกระตุ้นจักระและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้จักระหมุนวนรับพลังจักรวาลที่อยู่รอบตัวเข้าสู่จักระทั้ง 7 และหากสามารถพัฒนาอำนาจจิตให้สูงขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรูปร่าง แสง สี และการหมุนได้อย่างชัดเจน

จักระทั้ง 7 มีดังต่อไปนี้

จักระที่ 1 จักระราก (The Base Chakra)
ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 1 คือ ทับทิม โกเมน

จักระที่ 2 จักระท้องน้อย (The Sacral Chakra)
ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 2 คือ โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง

จักระที่ 3 จักระท้อง (The Solar Plexus Chakra)
ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 3 คือ บุษราคัม ซิทริน

จักระที่ 4 จักระหัวใจ (The Heart Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 4 คือ มรกต เพอริโด

จักระที่ 5 จักระคอ (The Throat Chakra)
ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 5 คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ อะคัวมารีน

จักระที่ 6 จักระตาที่สาม (The Third Eye Chakra)
ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ 3 เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 6 คือ อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์

จักระที่ 7 จักระกลางกระหม่อม (The Crown Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีม่วง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 7 คือ อะมีธีสต์

รายละเอียดเรื่องจักระจาก: http://www.luangputo.com/forum/index.php?topic=90.0


มาถึงตรงนี้อาจทำให้เข้าใจเรื่องสีของหินสัมพันธ์กับจักระอย่างไรบ้างแล้ว แต่คงยังสงสัยอีกว่า "หินบำบัดจักระได้จริงเหรอ อย่างไร?" ขออธิบายในเชิงวิทยาศาสต์ดังนี้ว่า อะตอมหน่วยที่เล็กที่สุดเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการสั่นสะเทือนในมวลสาร หินเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานธรรมชาติชั้นดี หินหลายชนิดถูกหล่อหลอมเกิดจากการรวมกันจากแร่ธาตุแต่ละชนิดทำให้เกิดสีที่แตกต่างกัน มาเป็นเวลาหลายล้านปี ถึงเกิดเป็นผลึกสีสรรสวยงามอย่างที่เราเห็นกัน หินสามารถถ่ายเทพลังงานให้สิ่งรอบข้างได้ และเมื่อเรานำหินนั้นสวมใส่ พลังงานก็จะถ่ายเทมายังตัวเรานั่นเอง

ในตอนที่บำบัดรักษานั้นเราจะให้ผู้ที่รับการรักษานอนราบ และรักษาโดยมีการนำหินมาวางตามจุดจักระต่างๆในร่างกาย ก่อนนำหินวางลง จะยกหินมาล้าง อาจล้างด้วยน้ำเปล่าหรือล้างด้วยจิตก็ได้ อธิฐานขอให้หินนั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยๆนำมาวางบนร่างกายจนครบทุกจักระ ปล่อยเวลาทิ้งไว้สักครู่ให้หินได้ทำกระบวนการของมันและก่อนที่จะเก็บหินออก ต้องมีการล้างหินให้สะอาดเหมือนครั้งแรกด้วยเช่นกัน



       

นอกจากนี้ในทางของจิตวิญญาณยังต้องมีการโปรแกรพลังให้เข้าไปในหินผ่านผลึกหินต่างๆ นำหินไปอาบแสงอาทิตย์ อาบแสงจันทร์ โดยเฉพาะพระจันทร์ในวันเพ็ญ พร้อมทั้งสวดมนต์เพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์ให้แก่หิน หากทำเป็นประจำและลองสัมผัสพลังที่ละเอียดอ่อน จะสังเกตุเห็นหินนั้นใสขึ้น ใสที่ว่านี้คือใสในพลังจิต พลังสัมผัสอันละเอียดอ่อน หินจะช่วยเรารักษาสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามแต่ที่ตำราหลายสาขาบอกหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญที่ผู้สวมใส่ควรกระทำคือการล้างพลังให้หิน

การบำบัดรักษาแบบนี้ต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติ ผู้เขียนไม่ได้ให้เชื่อในสิ่งที่บอก หากแต่อยากให้มาลองรับการรักษาด้วยตัวเอง ใช้ประสบการณ์พิจารณาจะดีกว่าและผู้เขียนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รักษาให้แก่ผู้ที่สนใจ 



"การใช้หินบำบัดไม่เพียงแต่ให้หินรักษาเราเพียงอย่างเดียว ตัวเราเองต้องรู้จักฝึกฝนสมาธิด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหินก็เป็นเพียงสิ่งภายนอกที่เรานำมาช่วยรักษา แต่สิ่งที่รักษาเราได้ดีที่สุดคือตัวเราเอง จิตใจของเราเอง พลังของจิตวิญญาณไม่ยากเลย หากลองเริ่มต้นฝึกฝน เราจะค่อบๆพบกับความสงบสุขแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องแต่งเติมอะไรอีกเลย"

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

"โลภ โกรธ หลง" สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์

ก่อนจะมาเขียนหัวข้อนี้ เนื่องจากเริ่มสังเกตุตัวเองและคนรอบข้างว่ามีกิเลสตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมาก นั่นก็คือ"ความโกรธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยมากที่สุดในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยธรรมดา การขับรถบนท้องถนน การอ่านข่าวในโลกโซเชียลแล้วทำให้เกิดอารมณ์ร่วม และหากเราไม่รู้เท่าทันความโกรธนี้ ก็มีแต่จะเผาจิตใจเราให้ร้อนรุ่ม ร่างกายเกิดความเครียดและส่งผลออกมาทางหน้าตาให้ดูเศร้าหมองและอมทุกข์ นี่เป็นประสบการณ์ที่ได้เจอกับตัวเองและคนรอบข้าง ...จึงทำให้กลับมาคิดว่า แล้วเราจะมีวิธีจัดการกับความโกรธนี้ได้อย่างไรบ้าง ...จนกระทั่งได้มาเจอหนังสือเรื่อง ฝึกให้ไม่คิด ของพระริวโนะสุเกะ ได้กล่าวถึง "โลภ โกรธ หลง" สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์ได้ลึกซึ้งและน่าฟังดังนี้ว่า



โลภ โกรธ หลง สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์

ความจริงแล้วการมัวแต่คิดเรื่องอื่นจนไม่ได้สนใจคนที่อยู่ด้วยเป็นกระแสที่คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงไม่ได้และส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในห้วงกระแสนี้

คนสองคนที่เพิ่งรู้จักกันจะยังใหม่ต่อกันมาก พูดให้เห็นภาพคือ เมื่อภาพที่เห็นยังใหม่อยู่ ใจก็จะเต้นตึกตักต่อสิ่งเร้าใหม่ๆ ดังนั้นเมื่อฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนทรงผมเพียงเล็กน้อย อีกฝ่ายจะสังเกตได้ หรือถ้าการแสดงออกของฝ่ายหนึ่งดูขุ่นมัวแม้เพียงเล็กน่อย อีกฝ่ายก็กลัวว่าเขาจะเบื่อหรือเปล่านะและจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องที่สนุกทันที

แต่เมื่อคุ้นเคยกับเรื่องราวของฝ่ายหนึ่งมากขึ้นแล้ว แม้สีหน้าของฝ่ายนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองดูด้วยสติรับรู้ที่หยาบๆกลับมองเห็นหน้าของฝ่ายนั้นเหมือนกับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นี่คือความเบื่อหน่าย ที่พูดถึงกันวันต่อวัน คือเมื่อได้รับสิ่งเร้าแบบนี้พอแล้วและจะเริ่มเรียกร้องหาสิ่งเร้าอื่นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีทั้งที่วิ่งเข้าหาเพศตรงข้ามคนใหม่และมีอีกหลายคนที่วิ่งหาคนรักในจินตนาการ แม้จะเรียกว่าคนรัก แต่ไม่ได้หมายถึงเพศตรงข้ามเป็นการเอาแต่คิดหมกมุ่นในสมองถึงสิ่งที่ตัวเองชอบหรือติดอกติดใจ เป็นการหลบเข้าเกราะกำบังในสมอง แล้วความสนใจที่มีต่ออีกฝ่ายก็จืดจางลงไป ระยะเวลาของความเบื่อหน่ายนี้มีทั้งคนเบื่อเร็วและคนเบื่อช้า ความเบื่อหน่าย สัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "กิเลสตัณหา"

พวกเรารับรู้ข้อมูลต่างๆผ่านทางตา หู จมูก ลิ้นและร่างกายเสมอ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นมีพลังงานสำคัญที่เป็นตัวผลักดันในใจ อันเป็นยาพิษในใจสามตัว คือ  "โลภ โกรธ และหลง"

ข้อมูลที่มองเห็นด้วยตาและได้ยินด้วยหู พลังงานที่กระตุ้นใจจะทำให้เรียกร้องว่า "อยากได้อีก อยากได้อีก" พลังงานนั้นเรียกว่าความโลภ

เมื่อได้รับคำเยินยอจากใครสักคนที่ไม่คาดคิดมาก่อนและกำลังหลงระเริงอยู่ พลังของความโลภที่เอาแต่ไขว่คว้า อยากได้อีกก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา ในทางตรงกันข้ามพลังงานที่กระตุ้นให้ผลักไสข้อมูลที่จะเข้ามาว่า "ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากดู ไม่อยากฟัง" เรียกว่า ความโกรธ หรือเวลาที่ถูกคนอื่นพูดเสียดสี ถากถางและรู้สึกไม่พอใจ พลังของความโกรธที่ตั้งใจจะกำจัดเป้าหมายที่ไม่พึงปรารถนาให้พ้นไปจะถูกกระตุ้นว่า "ไม่อยากฟังเสียงนี้" 

โกรธในที่นี้ความหมายกว้างมาก รวมทั้งความคิดในแง่ลบว่า "ความท้อถอย" "การอิจฉาคนอื่น" "การไม่ได้ดั่งใจหวัง" "การเสียใจกับอดีต" "ความอ้างว้าง"  "ความเครียด" ซึ่งล้วนแต่เป็นรากฐานหนึ่งของความโกรธทั้งสิ้น ความรู้สึกเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่เหมือนเป็นการเติมน้ำมันให้พลังความโกรธมีชีวิต แม้จะเกิดกำลังต่อต้านเรื่องที่ได้รับรู้เพียงเล็กน้อยก็เรียกว่า "โกรธ"

ทุกครั้งที่ปล่อยให้ความรู้สึกติดลบที่กล่าวมานี้ไหลออกไป ปล่อยให้พลังงานที่ไม่ดีของความโกรธที่รวมตัวอยู่จำนวนมากทวีความรุนแรงขึ้น พลังนี้ก็มีแต่จะกลายเป็นต้นตอของความเครียดหรือสร้างนิสัยที่จมอยู่ในความคิดแง่ลบได้ง่าย

ความโกรธเหล่านี้เมื่อมากระทบก็เกิดการเขย่าหัวใจให้สั่นสะเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายๆครั้ง เมื่อรู้ว่ามีใครสักคนพูดถึงตัวเองไม่ดีจนใจถูกครอบงำไปด้วยความโกรธแล้ว ความโกรธจะถูกจารึกพร้อมกับสิ่งเร้าที่รุงแรง ในระหว่างนั้นชั่วเวลาหนึ่งจะเกิดความคิดที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกลิ้งขลุกๆอยู่ในหัวว่า
"พูดจาเช่นนั้นแย่จริงๆ" หรือ
"โอ้ ถ้าคนอื่นเชื่อตามนั้นจริงและดูถูกหยามฉันขึ้นมาจะทำอย่างไร"

ข้อความเดิมๆจะถูกทวนซ้ำหลายๆครั้ง ย้ำหลายๆรอบ พูดอีกแง่คือหน่วยความจำหลักของจิตถูกใช้ไปเพื่อการนี้จนไม่เหลือให้ใช้เพื่อเรื่องสำคัญอื่นๆ และในไม่ช้าเมื่อเวลาผ่านไป "ความโกรธ" เช่นนี้ก็จะไปค้างคาในใจและเราจะค่อยๆลืมมันไปเอง 

แต่อีกด้านหนึ่งนั้นข้อมูลที่ถูกจารึกไว้ในใจด้วยพลังความโกรธ ไม่ว่าเมื่อใดข้อมูลนั้นก็ยังคงเหลือซ่อนเร้นอยู่

กระบวนการลืมคือวิธีการลดความถี่และเวลาในการตอกย้ำข้อมูลเหล่านั้นให้น้อยลงด้วยสติ กล่าวคือ เป็นเพียงการลดทอนข้อมูลให้น้อยลงและก็ยังไม่มีสติรู้ตัวที่ชัดเจน เพราะข้อมูลยังคงมีอิทธิพลผสมอยู่ในการเคลื่อนที่ของจิต

เนื่องจากความคิดที่ดังสะท้อนไปมาเบาๆว่า "แย่แล้ว" หรือ "โอ้...ทำยังไงดี" เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็หายไป ดังนั้นเจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวว่ากำลัง "เอ๊ะ..." และกลายเป็นว่าเกิดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เมื่อเป็นเช่นนี้ การไม่มีสติ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการที่ความคิดโผล่มาและหายไปในช่วงเวลาสั้นๆจนตั้งสติไม่ได้นั้น เป็นกลไกเกี่ยวพันกับความคิดที่เกิดขึ้นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

ขอให้พวกเราลองคิดดู
ตัวอย่างเช่น เริ่มเชื่อต่อด้วยการคิดว่า "เอ๊ะ ทำยังไงดี" ความคิดก็อาจเริ่มต้นขึ้นมาเองโดยไม่สนใจใครเลยก็ได้ว่า "ถ้างานนี้ล่มจะทำยังไง" หรือ "ถ้าพลาดไปแล้วโดนคนโน้นหาว่าบ้าจะทำยังไง"

จากนั้นความคิดที่บ่นพึมพำในใจก็จะยิ่งขยายเพิ่มปริมาณและยิ่งกินพื้นที่ของหน่วยความจำหลักมากขึ้น ทำให้รับรู้ภาพทิวทัศน์ที่เห็นตรงหน้าและบุคลิคลักษณะของคนได้ไม่ชัดเจน ทำให้จับสำเนียงเสียงธรรมชาติไม่ได้ แม้จะกินอะไรเข้าไปก็ไม่รู้สึกพึงพอใจ เนื่องจากความรู้สึกในการรับรสขาดหายไป เป็นต้น กลายเป็นว่าความพึงพอใจในชีวิตเรื่องที่ตนเองมีชีวิตมั่นคงได้หายไป

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจะลองวิเคราะห์เรื่องการสูญเสียความพึงพอใจคงกล่าวได้ดังต่อไปนี้ แม้ตั้งใจจะ "ดู ฟัง สัมผัส" แต่ในความเป็นจริงเสียงรบกวนภายในหน่วยควาจำหลักไป ทำให้ข้อมูลสดใหม่เข้าไปไม่ได้

สมมติว่าเราใช้เวลา 10 วินาทีฟังคำพูดของใครสักคน แม้ในระหว่าง 0-1 วินาทีแรกจะฟัง แต่ 9 วินาทีที่เหลือก็จะเริ่มคิดว่า "ฝ่ายนั้นกำลังคิดถึงฉันว่าอย่างไรนะ" หรือบางทีเสียงรบกวนในอดีตก็จะดังสะท้อนก้องไปมาจนบั่นทอนประสาทสัมผัสทั้งห้า ทำให้เรารับรู้ได้ไม่ชัดเจน

ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป
ใน 10 วินาทีความรู้สึกที่แท้จริงหายไป 9 วินาที
ใน 60 นาทีความรุ้สึกที่แท้จริงหายไป 54 นาที
ในไม่ช้าเมื่ออายุมากขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปที่อดีต คงจะพบว่า "รู้สึกว่าเวลาหลายปีมานี้ช่างผ่านไปเร็วเกินไปนะ"นั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกเสียจากการรับรู้ที่แท้จริงของประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกกลบด้วยเสียงรบกวนของความคิดที่สะสมอย่างมากมายตั้งแต่อดีต

ดังนั้นเมื่อเสียงรบกวนเป็นฝ่ายขนะความรู้สึกที่แท้จริงโดยสมบูรณ์ คนเหล่านั้นจึงมองว่าเลอะเลือน ไม่เพียงแต่ข้อมูงในอดีตที่ตกอยู่ภายใต้กาควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่กับความเป็นจริงใหม่ๆก็รับรู้ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเวลาคนเหล่านั้นเห็นหลายชายของตนจึงกลับหลงคิดว่าเป็นลูกชายตนเองไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แก้อะไรไม่ได้เลย

ต้นตอใหญ่ของเรื่องทั้งหมเนี้คือ "การกระตุ้นด้วยความคิดแง่ลบว่าเรื่องจริงที่ปรากฎตรงหน้าธรรมดาเกินไป น่าเบื่อ" ความคิดจึงถูกตั้งโปรแกรมให้ไปทางลบทันทีโดยไม่สนใจอะไรเพื่อให้ได้สิ่งเร้าใหม่ๆมากระทบใจ

"โรคความคิด" คืออาการซึ่งขณะที่ป่วยด้วยการคิดก็ค่อยๆ "ไม่รับรู้" ทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว จนกลายเป็นการหลงลืมไปพร้อมๆกัน เมื่อรู้เช่นนี้คงอยากห้ามไม่ให้ภายในใจพูดพึมพำเรื่องไร้สาระต่อไปทันทีทันใด ดังนั้นเราจึงเรียกอาการเบื่อเอียนกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าและแสวงหาสิ่งเร้าอื่นมาเป็นแรงกระตุ้นใจว่า "ความหลง"

ทั้งๆที่คู่สนทนากำลังพูด แต่ใจกลับล่องลอย เอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมาว่า "เรื่องน่าเบื่อขนาดนี้ไม่สนใจแล้ว" อยากหนี ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรฟังเข้าหูเลย

ความหลง คือกิเลสที่เรียกว่า ความไม่รู้ นั่นเอง


ความไม่รู้ ไม่ใช่ไม่มีการศึกษาหรือหัวไม่ดี แต่หมายถึง การที่ไม่รู้ว่าสติกำลังเคลื่อนไหวอยุ่ในร่างกายของตนอย่างไร หรือความคิดอย่างไรที่กำลังปั่นป่วนวกวนอยู่

พลังงานที่สูญเสียไปในระหว่างการคิด มีผลทำให้ปรพสาทสัมผัสต่างๆทั้วการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัสไม่เฉียบคม เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการคิดโน่นนี่ในสมองมากเกินไป ประสาทสัมผัสทางกายจึงทำงานแบบขอไปที จิตใจและร่างกายจึงไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

การคิดทำให้สมองบางส่วนทำงานอย่างหนัก เราจึงจับข้อมูลของร่างกายและจิตใจไม่แม่นยำ จึงยิ่งทำให้ "ไม่รู้" เนื่องจากจับสีหน้าหรือน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของคู่สนทนาไม่ได้ชัดเจน เลยมักจะรู้สึกว่าทำหน้าตาแบบเดิมๆอีกแล้ว หน้าเบื่อจัง

ท้ายที่สุดเรื่องที่คิดอยู่ในหัวก็จะมีแต่ความคิดไร้สาระซ้อนทับกัน ไม่รับรู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือไม่รับรู้แม้กระทั่งการเคลื่อนที่ของสติตนเอง "ความไม่รู้" ทำให้จิตหลบหนีจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปสู่ความคิดในสมอง ดังนั้นเมื่อปล่อยให้ พฤติกรรมการคิด ดำเนินต่อไปครั้งหนึ่ง พฤติกรรมที่คิดมากก็นำไปสู่นิสัยที่จมอยู่กับความคิดได้ง่าย แม้จะไม่ใช่เวลาที่ควรคิด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็หลีกเลี่ยงการจมอยู่กับความคิดไม่ได้


วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บทสวดมนต์พื้นฐาน

หัวข้อนี้อยากแนะนำบทสวดมนต์พื้นฐานเบื้องต้นสำหรับคนที่อยากสวดมนต์ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดีนะคะ เลยอยากแนะนำบทสวดมนต์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ให้ค่ะ เป็นบทสั้นๆง่ายๆโดยใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น สวดได้ทุกวันเวลาไหนก็ได้ ลายคนอาจสงสัยทำไมถึงต้องสวดมนต์ ได้ประโยชน์อย่างไร ขอยกเอาคำพูดของพระอาจารย์อัครเดช ญาณเตโช ว่าดังนี้ 

"ร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับการอาบน้ำชำระล้างสิ่งสกปรกออกฉันใด แม้จิตใจก็มีความจำเป็นต้องชำระให้ผ่องแผ้วฉันนั้น แต่ความยุ่งยากในการทำความสะอาดจิตใจคือเราไม่สามารถจะใช้น้ำหรือสิ่งใดๆในโลกมาล้างใจให้สะอาดได้ ยกเว้น พุทธธรรม ที่เกิดขึ้นในใจของผู้นั้น ทั้งนี้ที่ใจเป็นสิ่งที่เห็นได้โดยยากประการหนึ่ง ประการที่สองใจไม่ค่อยยอมอยู่นิ่งๆ ชอบเที่ยวชอบคิดตลอดเวลา ประการที่สามใจมักจะหลงพอใจในอารมณ์ที่น่าชอบใจ จึงมักนำความเดือดร้อนใจมาสู่ตนเองเสมอ

วิธีสร้างพุทธธรรมให้เกิดขึ้นในดวงใจ มีวิธีง่ายๆคือการสวดท่องหรือสวดหัวข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งเราเรียกว่าสวดพุทธมนต์หรือเรียกสั้นๆว่าสวดมนต์ ดังนั้นนับแต่สมัยก่อนเราจึงนิยมสวดมนต์มีการทำวัตรเช้าและเย็นตลอดมา"

โดยบทสวดมนต์นี้ต้องขอบคุณหนังสือและคำแนะนำจากพี่หนิง ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ค่ะ ทุกตัวอักษรพิมพ์อย่างตั้งใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจค่ะ 


อย่างแรกต้องสมาทานศีลห้าก่อนสวดบทอื่นใด สวดด้วยเสียงที่ดังมีพลังและการกราบไหว้พระให้กราบไหว้ด้วยสติพิจารณาตาม ตั้งแต่พนมมือ ก้มหน้าลงและหน้าผากแตะพื้น เจริญสติตามไป ทำให้ละเอียด

บทสมาทานศีลห้า
:: คำบูชาพระ ::
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (สวดหลายคนลงท้าย มะ)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุธโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) 
สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) 
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

คำอาราธนาศีล ๕
อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนะถายะ (สวดหลายคนเปลี่ยน อะหัง เป็น มะยัง) 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุธธัสสะ (๓ จบ)

ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ศีล ๕
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมและพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่านได้โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

(หลังจบบทนี้ ใครอยากสวดมนต์บทอื่นๆให้สวดต่อท้ายบทนี้)

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง
(การแผ่เมตตาให้ใคร ต้องให้ตนเองก่อน เมื่อเรามีบุญจึงให้คนอื่นได้ค่ะ)
อะหัง สุขิโตโหมิ             ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ        ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ          ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก
อะหัง อะนีโฆ โหมิ          ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ   จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น
สัพเพ สัตตา   สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชชา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ     จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ จบ)
ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดแก่ข้าพเจ้า

(พอจบสมาทานศีลก็เข้านอนได้เลยหรือหากใครอยากนั่งสมาธิต่อให้ขอพระกรรมฐานก่อนแล้วจึงนั่งสมาธิ)

คำสมาทานขอกองพระกรรมฐาน
(สวดบทนี้ต่อเลยหลังจากสมาทานศีลแล้วจึงนั่งสมาธิ) ตามแนวหลวงปู่กบ วัดเขาสาลิกา หลวงปู่โอภาสีและหลวงพ่อปรีชา

กราบพระ (ตั้ง นะโม ๓ จบ)
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้บูชา พระพุทธโธ พระธัมโม พระสังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า (๓ จบ)

บูชาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ดอกไม้ธูปเทียนชวาลา (ถ้าไม่มีดอกไม้ธูปเทียนให้ตัดคำว่า ดอกไม้ธูปเทียนชวาลาออก)
รูปนามและชีวิต พร้อมไปด้วยการปฏิบัติ ทั้งภายในและภายนอก ขอบูชาแก่ พระโพธิญาณ พระพุทธัง พระธรรมมัง พระสังฆัง ขอให้พระแม่ธรณีจงมาเป็นทิพญาณ ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดนะพระเจ้าข้า

อาราธนาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออุปจาระวิถี พระอัปปนาระวิถี พระสมาธิโลกุตระ พระธรรมเจ้า ข้าพเจ้าจะขอน้อมเข้าในห้องพระขุทธกาปิติเจ้า พระขณิกาปิติเจ้า พระโอกันติกาปิติเจ้า พระอุเพ็งคาปิติเจ้า พระผรณาปิติเจ้า อันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้าที่ล่วงเข้าสู่นิพพานไปแล้วมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ ตันติพระเพณี อันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้าทั้งหลาย มีฉันท์ใดๆก็ดี ขอพระธรรมเจ้าจงมาบังเกิดให้กว้างขวางในขันธ์ทั้ง ๕ แห่งข้าพเจ้าในกาลบัดเดี๋ยวนี้

พระพุทธคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระธรรมคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระสังฆคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ

วิรัติศีล
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอถือสัตย์รับศีลแก่พระโพธิญาณ จะขอรับเอาพระสมาธิมาเป็นธงชัย จะระลึกถึงพระพายมาเป็นอารมณ์ กายอย่างหนึ่ง วาจาอย่างหนึ่ง มะโนอย่างหนึ่ง จะไม่ให้เป็นกรรมแก่สัตย์และมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยข้าพเจ้าจะไม่นิยมไปด้วยมูตรและคูตสัมผัสถูกต้องรูปเสียงกลิ่นรส โภชนาอาหาร น้ำฉันและน้ำชา พระให้พิจารณาเป็นของเปื่อยเน่าไปทั้งสิ้น เครื่องไม่จีรังนี้ เป็นของพญามัจจุราช ที่ได้หล่อหลอมรูปมา ตั้งแต่อเนกชาติรูปนี้แตกดับไป จะขอวางซากอะสุภะนี้ไว้เหนือพื้นปฐพี ส่วนนามธรรมของพระนี้ ขอให้พระแม่ะรณีจงมาช่วยแบกหาม อุดหนุนค้ำจุน ข้ามส่งองค์พระพาย จะเสด็จเข้าไปในโลกใหญ่ ขอให้เป็นสุขในห้องพระนิพพาน

เสี่ยงพระบารมี
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอเสี่ยงนะพระบารมี ขอให้แม่พระธรณี นำเอาบารมี ๓๐ ทัศ ของข้าพเจ้า ข้ามส่งให้ถึงหนทางพระนิพพาน ที่ทำการของพระในครั้งนี้

(หลังจากขึ้นกองกรรมฐานแล้ว นั่งสมาธิต่อได้เลย เมื่อถอนสมาธิแล้วให้กรวดน้ำ โดยไม่ใช้น้ำจริง เราจะใช้น้ำจริงตอนที่ถวายของที่พระสงฆ์ฉันได้ โดยการกรวดน้ำแบบนี้เรียกว่าการกรวดน้ำแห้ง เป็นบทกรวดน้ำใหญ่ ดังนี้)

บทกรวดน้ำแห้ง 
พระจัตตุโลก พระยมกทั้งสี่ ขอส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปยังลังกาทวีป ในห้องพระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ของแม่พระธรณี ขอแม่พระธรณีจงมาเป็นทิพย์ญาณ เป็นผู้ว่าการในโลกอุดร ขอให้แม่พระธรณีจงนำเอากุศลผลบุญของข้าพเจ้า ที่ได้กระทำในครั้งนี้ นำส่งให้แก่ข้าพเจ้าในการบัดเดี๋ยวนี้
พุทธังอนันตัง ธัมมังจักรวาลัง สังฆังนิพพานัง ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้แก่สรรสัตว์ที่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ และขอถวายเป็นปฏิบัติบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยะเจ้า พระอริยะสงฆ์ และพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ บิดา มารดา ตระกูลพ่อ ตระกูลแม่ ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง ตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ญาติพี่น้องทั้งหลาย เพื่อสนิทมิตรสหายทั้งหลาย จงนำและได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำในครั้งนี้ ขอให้บุคคลที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ทั้งในภพนี้และในภพที่เคยผ่านมา จงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำ เมื่อได้รับอานิสงส์แล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมทั้งครอบครัวข้าพเจ้าทั้งตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระราชาพระมหากษัติย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ที่สืบสานพระศาสนาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน มีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช พระราชามหากษัตริย์ไทย มีพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวีรกษัตริย์ทุกๆพระองค์ อันได้แก่สมเด้จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นต้น
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้จตุสดมภ์ทั้งสี่ ขุนเวียง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา ท่านแม่ทัพนายกอง หัวหมู่ขุนพล ทหารหาญทั้งหลาย ข้าทาสบริวาร ครูหมัด ครูมวย ครูหอก ครูดาบ ครูศาสตราวุธ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ทุกกรมกอง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระแม่ธรณี แม่พระคงคงามหาสมุทร แม่พระโพสพ แม่พระเพลิง แม่พระพาย เจ้าทะเล เจ้าบาดาล เจ้าพิภพ
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้สุริยจักรวาล มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ 
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัตตะโลหะ นวโลหะ รัตนะชาติ แร่ธาตุทั้งหลาย ช้างศึก ม้าศึก ช้างเสบียง ม้าเสบียงทั้งหลาย วัวควายทั้งหลาย หมูเห็ด เป็ดไก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งสัตว์น้ำจืดน้ำเค็มและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งหลาย สัตว์ปีกทั้งหลาย สัตว์ปีนป่ายทั้งหลาย สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย สัตวืในไข่ทั้งหลาย สัตวืในครรภ์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเข่นฆ่าก็ดี บริโภคก็ดี อยู่ในเนื้อ อยู่ในหนัง อยู่ในกระดูก อยู่ในตับ ไต ไส้ พุง อยู่ในทั้งหมดอาการ ๓๒ ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัมมาอาชีพและปัจจัยสี่ของข้าพเจ้าที่ได้มีกินมีใช้ ขอให้สัมมาอาชีพจงได้รับอานิสสงส์ผลบุญนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พยัญชนะ ตัวอักษรทุกภาษาในโลกนี้ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จงมีส่วนในบุญของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ทรัพย์ของแผ่นดิน ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายที่เคยจะเกิดมาเป็นลูกเป็นหลานแล้วไม่ได้เกิด จงได้รับในบุญกุศลและงดเว้นจากการจองเวร
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ดวงจิตของข้าพเจ้าที่เคยตกหล่นเป็นกรรมอยู่ในนรกภูมิที่อยู่ทุกๆขุมนรกจงหลุดพ้นจากอุปกรรม วิบากกรรม เคราะห์กรรม ด้วยกุศลในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ เชื้อโรค เชื้อรา เชื้อร้าย เชื้อมะเร็งท้งหลาย เชื้อไวรัสทั้งหลาย จงมีส่วนได้รับในบุญกุศลนี้ และดรคร้ายขออย่าพึงมี อย่าได้เกิดกับลูกหลานข้าพเจ้า จงหยุดที่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ตั้งแต่นรกภูมิ อบายภูมิ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย อสูรกายทั้งหลาย ทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน นรกทุกชั้น นรกทุกขุม ทุกภูมิ สัมเวสีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล ที่รู้จักก็ดี ที่ไม่รู้จักก็ดี ที่เอ่ยถึงก็ดีและไม่เอ่ยถึงก็ดี ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ทั้งที่มีกายและไม่มีกาย ทั้งที่มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม่มีธาตุ จงรับเอาส่วนกุศลได้กระทำในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พญาครุฑ พญานาค พญาอนันตนาคราช พญางู พญาเงือก พญาหนุมาน พญาเสือ พญาสิงห์ พญาเต้า พญาจระเข้ พญาปลาไหล พญาตะขาบ พญาแมงป่อง ปู่ฤาษีทั้ง ๑๐๘ พระองค์ ปู่อินตา ครูยา หมอยา เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าที่ที่บ้าน เจ้าที่ที่ทำงาน รุกขเทวดา นางไม้ทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ธนบัตร ทุกสกุลเงินตราของโลกนี้ ที่เป็นทรัพย์ภายนอก จงได้รับในกุศลผลบุญของข้าพเจ้า
กรรมใดก็ดี ที่ข้าพเจ้าเคยมีกรรมต่อทรัพย์ของแผ่นดิน คนของแผ่นดิน ทำผิดเป็นถูก ทำถูกเป็นผิด และกรรมใดที่ข้าพเจ้าเคยสร้างกรรมกับผู้ใดไว้  ไม่ว่าอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเคยสร้างเวรสร้างกรรมต่อท่าน จงได้รับอานิสสงส์ผลบุญของข้าพเจ้า เมื่อได้รับผลบุญของข้าพเจ้าแล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดเปลื้องกรรม งดเว้นการจองเวรและขอดวงจิตที่เกิดในภพนี้ ชาตินี้ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ด้วยกุศลในคราวครั้งนี้ด้วยเทอญ

...

ที่มา: หนังสือการสวดมนต์ที่ถูกต้อง ชีวิตเปลี่ยนทุกคน
เขียนโดย: ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร 

-ตอนแรกที่เขียนบทความนี้เสร็จ ไม่สามารถโพสได้เลย แก้ไขอยู่นาน ไม่ว่าจะรีเฟรชกี่ครั้งก็ไม่ได้ ทันใดนั้นคิดได้ เลยลองตั้งจิตอธิษฐานขออนุญาติว่า เราตั้งใจดี อยากแนะนำบทสวดมนต์นี้ให้แก่คนที่สนใจจริงๆ และขออานิสสงส์ผลบุญนี้จงเกิดแก่ทั้งพี่หนิงผู้ที่ให้หนังสือข้าพเจ้ามาและครูบาอาจารย์เจ้าของบทสวดทุกท่าน คือเท่านั้นจริงๆ ก็มีเสียง ตู้ด! ดังในคอมและก็โพสได้เลย... สาธุ สาธุ สาธุ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ)-

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การสวดมนต์ก็ทำให้บรรลุหลุดพ้นได้


วิมุตตายตนสูตร 

การที่เราทั้งหลายมีการทำวัตรและเจริญพระพุทธมนต์ที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเสียเวลา บางคนก็อาจคิดว่าอันนี้ไม่ใช่วิปัสสนา เป็นสมถะอะไรทำนองนี้ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าการไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์ ที่เราทั้งหลายทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นกรรมฐานชนิดหนึ่ง เรียกว่า "การเจริญพระกรรมฐานหมู่"

การเจริญพระกรรมฐานหมู่ คือการเจริญร่วมกันหลายๆรูป และการไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์นี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ได้บรรลุสมาธิสมบัติ มรรคผล พระนิพพานได้เหมือนกัน ดังมีคำกล่าวไว้ใน วิมุตตายตนสูตร ซึ่งปรารภเหตุที่บุคคลจะได้บรรลุสามัญญผลนั้นไว้ ๕ ประการคือ 
๑. บรรลุในขณะที่ฟังธรรม 
๒. บรรลุในขณะที่แสดงธรรม 
๓. บรรลุในขณะที่สาธยายธรรม 
๔. บรรลุในขณะที่พิจารณาธรรม 
๕. บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิ 

๑. บรรลุในขณะที่ฟังธรรม หมายความคือการฟังธรรมนั้น ถ้าเราฟังอย่างตั้งใจจริงและส่งใจไปตามพระธรรมเทศนาที่ท่านแสดงและใคร่ครวญไตร่ตรองพิจารณาสาระที่ท่านแสดงให้ดี ก็สามารถที่จะได้บรรลุสามัญญผลเหมือนกัน คือในขณะที่เราส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาไม่เผลอในขณะนั้น เป็นสมาธิติดต่อกันตั้งแต่ขั้นขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิตามลำดับ ในขณะที่จิตใจเป็นสมาธิ จะเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิก็ตาม ในขณะนั้นนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการเกิดขึ้นในจิตในใจของเราไม่ได้ จิตใจของเราก็บริสุทธิ์ผ่องใสเกิดความปีติ ความอิ่มใจดีใจความตื้นตันใจ เมื่อปีติเกิดแล้วก็เป็นเหตุใหจิตใจสงบ เมื่อจิตใจสงบก็เป็นเหตุให้เกิดความสุข เมื่อความสุขเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดอุเบกขาความวางเฉยในรูปนาม หลังจากนั้นสมาธิก็จะก่อตัวขึ้นตามลำดับ เป็นสมาธิที่หนักแน่นเรียกว่า สมาหิโต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิดีแล้ว ก็ปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ เมื่อปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการแล้ว ปริสุทโธ จิตของเราก็บริสุทธิ์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วก็จะเกิดปัญญา มีสติปัญญาในการพิจารณาเนื้อหาที่ท่านแสดงเรียกว่า กัมมนิโยคือจิตควรแก่การงาน ไตร่ตรองจนเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อนั้นก็จะเป็นเหตุให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในรูปในนาม เมื่อเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายแล้ว จิตก็จะคลายกำหนัด เมื่อขาดความกำหนัดยินดี ก็หลุดพ้น หมดจดสะอาดและผ่องใส ได้บรรลุมรรคผล พระนิพพาน อย่างนี้เรียกว่าบรรลุในขณะที่ฟังธรรม 

๒. บรรลุในขณะที่แสดงธรรม คือเราเองเป็นผู้แสดงธรรม ก็สามารถเป็นผู้บรรลุสามัญญผลได้เหมือนกัน หมายความว่าเราตั้งใจแสดงธรรมจริงๆและหวังให้เกิดประโยชน์โสตถิผลแก่ผู้ฟังจริงๆ ในขณะที่เราแสดงธรรมนั้นเราก็ส่งจิตไปตามกระแสธรรมเทศนาที่เราเป็นผู้แสดงเอง จะเห็นว่าแม้แต่ผลอย่างน้อยๆก็เกิดให้เราเห็นอยู่ทุกขณะ หลายคนที่เคยแสดงธรรมมาแล้วก็คงจะรู้ บางทีเราเทศน์ไปๆ เกิดปีติขนลุกชูชันขึ้นมาก็มี บางทีก็เยือกเย็นไปทั่วร่างกาย บางทีก็ทำให้กายเบาขึ้นมา บางทีก็เกิดน้ำตาไหล อันนี้เรียกว่าเกิดปีติขึ้นมา ทั้งเราเองเป็นผู้แสดงก็เกิดด้วย เมื่อเกิดปีติแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งต่อกันตามลำดับ จนถึงมรรคผลพระนิพพาน คือในขณะที่เราแสดงธรรมอยู่นั้น เราแสดงไปด้วยพิจารณาไปด้วย ส่งจิตไปตามเนื้อหาสาระที่เราแสดง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติความเบิกบานใจ เมื่อปีติเกิดก็เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นมาก็จะพิจารณารูปนามสังขารทั้งหลายให้เห็นว่าตั้งอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วดับไป ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นมาแล้วดับไป อนัตตา บังคับไม่ได้ เกิดขึ้นมาแล้วดับไปเมื่อเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้แล้วก็จะเกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายในรูปในนาม ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่าย ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจิตก็หลุดพ้นเมื่อหลุดพ้น จิตก็บริสุทธิ์ สะอาด สงบเย็น บรรลุถึงพระนิพพานนี้เรียกว่าบรรลุในขณะที่แสดงธรรม 

๓. บรรลุในขณะที่สาธยายธรรม คือการสาธยายธรรม ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุสามัญญผลเหมือนกัน เช่นที่เราทั้งหลายพากันไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์อยู่ขณะนี้ เป็นภาษาบาลีบ้าง แปลเป็นภาษาไทยบ้าง ก็เป็นเหตุให้บรรลุสามัญญผลได้เหมือนกัน ยิ่งเป็นการสาธยายธรรมตอนทำวัตรเช้า เราสวด พุทโธไปตามลำดับ ธรรมที่สวดมีความหมายเป็นอนัตตาดังนี้ เราสาธยายไปๆสวดไปๆ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดปีติขึ้นมาตามลำดับ บางคนในขณะที่ปฏิบัติอยู่นี้ ไม่มีโอกาสที่จะทำวัตรเช้ากับพระสงฆ์สามเณรที่เรียนปริยัติ พอดีหลังจากปิดการปฏิบัติก็มาทำวัตรรวมกัน เมื่อมาทำวัตรรวมกันเท่านั้น เมื่อทำมาถึง รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจานี้ ทำไม่ได้เลย เกิดปีติตื้นตันใจ มีแต่น้ำตาไหลอยู่ตลอดเวลา หรือบางทีเวลาออกมาจากปฏิบัติกรรมฐานใหม่ มาเห็นญาติโยมที่มาถวายภัตตาหารเช้าสวดทำวัตรเช้า ก็สวด พุทโธ สุสุทโธ ไป พอถึง รูปัง อนิจจัง เท่านั้น ฉันภัตตาหารไม่ได้ หรือบางทีขึ้นบทต้นว่า พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ เท่านั้นแหละ ตื้นตันใจ ฉันภัตตหารไม่ได้ มีแต่น้ำตาไหลอยู่ นี้แหละท่านทั้งหลาย การที่สาธยายธรรมนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุอริยมรรคอริยผลได้เหมือนกัน คือเมื่อเราสาธยายธรรมไปๆ หรือว่าสวดมนต์ไป เจริญพระพุทธมนต์ไป เราสวดเราสาธยายด้วยใจด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ว่าแต่ปาก เมื่อใดที่เราสาธยายธรรมด้วยใจ ด้วยสติปัญญาไปตามลำดับ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดปีติ ความปราโมทย์อิ่มใจเบิกบานใจ ตื้นตันใจ เมื่อปีติเกิดแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิที่เรียกว่า สมาหิโต คือมีสมาธิก่อตัวหนักแน่นขึ้น เมื่อสมาธิก่อตัวหนักแน่นเป็นอธิจิตตสิกขาแล้ว หลังจากนั้นจิตใจก็จะสงบระงับจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ เมื่อนิวรณ์ธรรมสงบลงไป ไม่สามารถเกิดขึ้นมาครอบงำจิตใจของเราได้ จิตใจก็เป็นอิสระ เมื่อจิตใจเป็นอิสระ ก็มีความคล่องแคล่วว่องไวไหวพริบในการพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม เรียกว่า กัมมนิโย จิตว่องไวในการพิจารณา เมื่อจิตมีความว่องไวไหวพริบในการใช้ปัญญาพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมแล้ว ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงรู้สภาวะตามความเป็นจริงของธรรม เมื่อรู้สภาวะตามความเป็นจริงของธรรมแล้ว ก็จะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด ก็เป็นเหตุให้ถึงวิมุตติความหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นจิตใจก็เป็นวิสุทธิ สะอาดหมดจดจากสังกิเลสธรรมทั้งหลายทั้งปวง เมื่อจิตสะอาดหมดจด ก็เป็นปัจจัยให้ถึงสันติ ความสงบ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุพระนิพพาน นี้เรียกว่า บรรลุขณะที่กำลังสาธยายธรรม 

๔. บรรลุขณะที่ตริตรองพิจารณาธรรม ซึ่งเรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หมายความว่าเราทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้วก็น้อมนำเอาธรรมนั้นไปพิจารณาไตร่ตรองดูว่าธรรมที่ท่านกล่าวมานั้นจริงหรือไม่ท่านกล่าวว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นจริงหรือไม่ ท่านบอกว่าอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคก็อยู่ที่ร่างกายนี้การปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เห็นอริยสัจ ๔ ก็อยู่ที่ร่างกายนี้เป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ เราก็พิจารณาไปๆ ตามลำดับ เมื่อไตร่ตรองพิจารณาค้นคว้าธรรมที่ได้ฟังมา ก็เป็นเหตุให้เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น ทำให้เกิดปีติความอิ่มใจดีใจเบิกบานใจเกิดความปราโมทย์ ความตื้นตันใจว่าเป็นจริงตามที่ครูอาจารย์ท่านเทศน์จริงๆ รูปนามขันธ์ ๕ นี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆ อริยสัจ ๔ ก็อยู่ในนี้จริงๆ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็อยู่ในนี้จริง เมื่อเกิดปีติแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิที่เรียกว่า สมาหิโต จิตก่อตัวตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วก็ปราศจากนิวรณ์ธรรม ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เมื่อสมาธิตั้งมั่นหนักแน่นแล้ว จิตก็เป็นอิสระ ทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้ปัญญาพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมตามที่เราได้ยินได้ฟังมา เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม จนรู้จักสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่าธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นรูปธรรมก็ดี เป็นนามธรรมก็ดี ก็เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่เป็นไปตามความต้องการ เช่นสมมติว่า เราจะบังคับร่างกายนี้ อย่าได้เหี่ยวย่น ขอจงมีความสุขความสบายอยู่อย่างนี้ตลอดไปก็ไม่เป็นไปตามความปรารถนา รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาจริงๆ เราพิจารณาไปถึงบรรดาสังขารทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง เราก็จะเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วดับไป ทุกขังทนไม่ได้ เกิดขึ้นมาแล้วดับไป เมื่อเห็นรูปนามขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังเป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ด้วยปัญญาเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ยึดมั่นถือมั่นในสังขารทั้งหลายทั้งปวงด้วยอำนาจอุปาทานใดๆ เมื่อเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายแล้ว ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดแล้ว จิตก็จะหลุดพ้นจากรูปนาม จากสังขารทั้งหลายทั้งปวงเมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นวิสุทธิถึงความบริสุทธิ์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วก็ถึงสันติคือพระนิพพาน จิตใจก็จะสงบด้วยอำนาจอริยมรรคบ้างด้วยอำนาจอริยผลบ้าง ก็เป็นอันว่าถ้าบรรลุด้วยวิธีนี้ เรียกว่าบรรลุด้วยการตริตรองพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม ผู้บรรลุโดยวิธีนี้ในครั้งพุทธกาลมีมาก 

๕. บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิ หมายความว่า ได้แก่การที่เราทั้งหลายตั้งใจเจริญพระกรรมฐาน เหมือนดังท่านทั้งหลายที่เจริญอยู่นี้แหละ เราเจริญพระกรรมฐานอยู่นี้ ด้วยการเดินจงกรมด้วยการนั่งสมาธิอันนี้เราฝึกให้จิตใจของเรามีสมาธิ ฝึกให้ใจตั้งมั่น ฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลัง เมื่อใดจิตใจมีกำลังมีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ สมาธิก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เมื่อปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว ก็สามารถแทงตลอดอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พร้อมทั้ง ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็สามารถบรรลุอริยมรรคอริยผล ด้วยอำนาจของสมาธิด้วยกำลังของสมาธิคือสมาธิเป็นพื้นฐาน นี่แหละท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เป็นอันสรุปได้ว่าการที่จะบรรลุอริยมรรคอริยผล หรือว่าการที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ บรรลุได้ด้วยลักษณะ ๕ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือได้บรรลุในขณะที่ฟังธรรมบ้าง บรรลุในขณะที่แสดงธรรมบ้าง บรรลุในขณะที่สาธยายธรรมบ้าง บรรลุด้วยการตริตรองพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมบ้าง บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิบ้าง อันนี้ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ใน วิมุตตายตนสูตร 


"หนทางแห่งพุทธะ คือทางสายกลางอันเบิกบาน ให้อยุ่กับคืนวันและปัจจุบันอย่างตื่นรู้"