วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

ชีวิตงามตามธรรมชาติ


พอมีเวลาว่างก็มานั่งคิดทบทวน ชีวิตเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เรื่องราวชีวิตให้เอามาเขียนนิยายน้ำเน่าคงได้หลายเล่มทีเดียว...

เมื่อก่อนสมัยเด็กตั้งแต่จำความได้ ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในบ้านเช่าไม้เก่าๆเล็กๆ พ่อแม่เป็นครู เริ่มชีวิตมาจากไม่มีอะไรเลย เคยทำสวนเคยรับส่งขายหนังสือเรียน ขยันทำงานสู้กันมา แต่เรายังเด็กยังไม่เห็นความลำบากของพ่อแม่ แต่ก็ช่วยงานบ้านทุกอย่าง คลุกคลีอยู่กับธรรมชาติ เล่นดินเล่นทราย ความรู้สึกตอนนั้นมีความสุขนะ และสนุกสนานกับการอยู่กับธรรมชาติ พอครอบครัวเริ่มมีฐานะ พ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แม่เป็นอาจารย์สามระดับสูงขึ้น มีรถ ซื้อบ้านใหม่เป็นของตัวเอง เริ่มมีหน้าตาทางสังคม รายได้หลักก็มาจากพ่อแม่ ส่งให้เรียนหนังสือ ย้ายโรงเรียนประถมถึงสามครั้ง เพื่อเข้าโรงเรียนดังและมีชื่อในจังหวัด สมัยประถมเราเรียนจนได้รับโควต้าให้เข้ามัธยมฟรีของโรงเรียนประจำจังหวัด มัธยมชีวิตมีแต่เรียนหนังสือ เรียนพิเศษ ไม่ใช่เด็กกิจกรรมแทบไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆเลย เพราะเราบ้านอยู่ไกลตัวเมือง ต้องตื่นนอนแต่ตีห้าทุกวันเพื่อไปรอรถทัวร์นั่งไปเรียนในตัวจังหวัด เลิกเรียนก็รีบกลับบ้าน กลับมาถึงทำการบ้านทำงานบ้าน ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ชีวิตอยู่กับกฏเกณฑ์ที่บ้านมาตั้งแต่เล็กจนโต ทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจพ่อกับแม่ อยากได้อะไรต้องแลกมาด้วยเกรดเฉลี่ย จนมัธยมต้นทำเกรดเข้าห้องเด็กความสามารถ Super King ชื่อขำไหมล่ะ นอกจากมีห้อง King แล้ว เหนือ King ก็คือห้อง Super King ชีวิตช่วงนั้นจำได้ดีว่าเครียดและกดดันมาก ไม่กล้ามีแฟน ไม่กล้าทำอะไรที่พ่อแม่ไม่อนุญาต

มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต หลังจบมัธยมเป็นความกดดันของเด็กทุกคนที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และแน่นอนเรารู้ตัวเองว่าเราชอบอะไร เราชอบศิลปะ ชอบธรรมชาติ ชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยว ชอบสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตัวเองเรียนทุกวันนี้เลย รู้ตัวมาตลอด แต่ที่เรียนวิทย์คณิต เพื่อพ่อแม่เขาอยากให้เรียน และวันนั้นก็มาถึงคือวันที่พ่อกับแม่อยากให้เรียนหมอ แน่นอน จะมีอะไรไปได้สำหรับเด็กห้อง King นอกจากสายแพทย์ เราเข้าใจดีว่าพ่อแม่อยากให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคง มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาเหมือนพ่อกับแม่ เราคิดอยู่หลายวัน จนในที่สุดตัดสินใจลงคณะที่เรารู้ข้อมูลมาว่าได้ท่องเที่ยว ได้ทำในสิ่งที่เราชอบและเงินเดือนเยอะกว่าหมอ ตอนเลือกคณะให้พ่อกับแม่ดูเราก็เลือกที่ตามใจท่านแต่เอาเข้าจริงๆก่อนประกาศผลหนึ่งวันเราแอบเปลี่ยนเป็นคณะที่เราอยากจะเข้า...พอวันประกาศผล เราได้คณะที่เราอยากจะเข้า คือคณะวิทยาศาสตร์สาขาธรณีวิทยา ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ่อกับแม่ก็ช็อคไปตามๆกัน นี่มันคณะอะไรกัน!

ในที่สุดเราก็ได้มาเรียนที่กรุงเทพ เด็กบ้านนอกเข้ากรุงใหม่ๆไม่รู้จักใครเลยไม่มีญาตไม่มีเพื่อน พ่อแม่ขับรถมาส่งมอบตัวก็ไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เข้ามาอยู่กรุงเทพแรกๆลำบากมากด้วยความที่เราเป็นเด็กบ้านนอก แต่ก็เอาชีวิตรอดปลอดภัยมาได้ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยและห่างไกลพ่อแม่เป็นอะไรที่ท้าทายเรามาก ต่อไปนี้เราจะเป็นนายตัวเอง ตัดสินใจเอง คิดเองทำเองแล้ว

มหาวิทยาลัยสอนอะไรเยอะมาก เรากลายเป็นเด็กกิจกรรม ทำกิจกรรมเข้าค่ายมากมาย เข้าชมรมเล่นกีฬา พึ่งเข้าใจว่ามันสนุกแฮะ เริ่มรู้จักเที่ยว เที่ยวผับเที่ยวบาร์ตามเพื่อน ลองกินเหล้าเข้าสังคม ทำทุกอย่างที่สมัยมัธยมไม่เคยได้ทำ เริ่มมีสิ่งที่ต้องทำมากมายตามกระแสสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่โชคดีคือวิชาที่เราเรียนทำให้เราได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆมากมาย ดูหินดูแร่ ท่องไปทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ ใช้ชีวิตออกภาคสนามกับเพื่อน ร่วมเป็นร่วมตายกันมาทุกเทอม รุ่นเรามีกันสามสิบกว่าคน ทำให้เพื่อนทุกคนสนิทกันและดูแลกันมาตลอด จนกระทั่งเรียนจบและหางานทำ

จุดเปลี่ยนของชีวิตต่อมาคือเข้าสู่สังคมการทำงาน เป็นโชคดีของเราอีกที่ได้งานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปีสี่ หลังจบมาก็เข้าทำงานเลยที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ที่อยากเข้าตั้งแต่สมัยก่อนเลือกมหาลัย ในที่สุดเราก็ทำได้ แล้ววันนั้นก็เดินกลับไปบอกพ่อกับแม่ว่างานที่เราทำได้เงินเดือนเยอะกว่าหมอ... มันเป็นอีกอย่างที่พ่อแม่ก็เรียนรู้เพิ่มจากเราว่านอกจากสายอาชีพแพทย์ยังมีอาชีพอีกมากมายบนโลกที่ทำเงินได้เหมือนกัน

ชีวิตการทำงานแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เราก้าวเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยชีวิต ไม่มีครูไม่มีอาจารย์ไม่มีเพื่อนสนิทอีกต่อไป ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง

หากลองหาหนังสือเรื่องการเงินมาอ่านคง นักธุรกิจคงได้หัวเราะและบอกนี่แหละชีวิตคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำทั่วไป ตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อออกมาเป็นลูกจ้าง ยังไม่มีอิสระทางการเงิน แต่กระนั้นก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำเพราะทำในสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ใช่ว่าความคิดเราหยุดที่ตรงนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ

การเปลี่ยนแปลงหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม...เป็นความบังเอิญที่ได้รู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านสอนวิชาพลังธรรมชาติให้เรา นำชีวิตกลับเข้าสู่ธรรมชาติอีกครั้ง ฝึกนั่งสมาธิ ฝึกการหายใจ ออกกำลังกายและกินอาหารมังสวิรัต ฝึกกับอาจารย์กว่าหนึ่งปี และชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ได้เจอกับพี่พี่ที่เข้าวัดปฏิบัติธรรม เจอกับพี่พี่สายเส้นทางธรรม ชวนไปเข้าวัดทำบุญ ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อและแม่ชีหลายครั้ง เข้าใจว่าทุกอย่างในชีวิตเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ ความดีทุกอย่างที่ทำเพื่ออะไร นับเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว ตัดสินใจรักษาศีลอย่างแน่วแน่ นั่งสมาธิทุกวัน ออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ฝึกตัวเองมาตลอด 

การที่เราชอบเที่ยวไปในที่ต่างๆ นอนกลางดินกินกลางทราย บางวันไม่อาบน้ำ ไม่ได้สนใจรูปลักษณ์ความสวยงามภายนอก ได้พบผู้คนที่ช่วยเหลือกันและจิตใจดีออกมาจากภายใน ชาวบ้านชาวป่าแสนสงบต่างจากชีวิตเมืองกรุงที่ไม่มีวันหลับไหล หากเราท่องเที่ยวและเข้าใจถึงแก่นแท้ เราจะเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้น คนเรามาจากธรรมชาติแม้จะอยู่ในเมืองศิวิไลแค่ไหนสุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับไปสู่ธรรมชาติ เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์

คนเราทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่ออะไรกัน หากสมมุติเราไม่มีเงินใช้แล้วเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร เพราะปัจจุบันปลูกฝังคุณค่าของเงินและชื่อเสียงหน้าตามากกว่าคุณค่าของคน เรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและกิเลสทั้งหลายถึงได้เกิดขึ้นมา ข่าวฆ่าคนและคนผิดศีลเกิดขึ้นมากมาย ธรรมชาติสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ หากได้ลองไปสัมผัสอย่างถึงแก่นแล้วคุณอาจจะเปลี่ยนทัศนคติความคิดบางเรื่องไปเลยก็ได้

สิ่งที่รู้และเข้าใจตัวเองตอนนี้คือ เข้าใจธรรมชาติของคนเราและอารมณ์ของตนเอง ทำให้ไม่ว่าเจอเหตุการณ์อะไร ร้ายแรงแค่ไหนก็มักจะปล่อยวางและรับมือได้ โดยไม่ทุกข์กับมันมากนัก


"ชีวิตมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แม้ในช่วงเวลาสั้นนิดเดียว มันเป็นประสบการณ์ทำให้ตระหนักว่า ชีวิตควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมใจให้แกร่งให้แข็งแรง คิดให้ดี ทำให้ดี แล้วทุกวันนี้จะไม่มีคำว่ารู้สึกเสียดาย"

อัจฉโรบล

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าจากคอร์ดแบด

ชวนใครไปตีแบดส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า...

"อยากไปนะ แต่เขาเล่นกันโหดๆทั้งนั้นเลย ไม่เอาดีกว่า"

อยากบอกว่า ...เราเป็นคนนึงที่ตีแบดไม่เป็นเลย แต่ใจรักชอบเล่นกีฬา ช่วงแรกไปลุยเดี่ยว...ไปมั่วๆกับเขาที่คอร์ด แต่ไปตลอด เที่ยวถามพี่ๆให้สอน จับไม้ยังไงคะ เสริฟยังไง ตียังไง ทำแบบนี้นานหลายเดือนจนเริ่มตีเป็นบ้าง ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ ชอบถาม พี่ที่คอร์ดคงเอ็นดู ไอ้เด็กนี่เที่ยวถามให้สอนๆ พี่แกเลยสอนจัดหนัก มาๆๆ...มาซ้อม ตีงี้ๆๆๆ ...ทีนี้เลยค่อยๆเป็นขึ้นทีละนิด ...ทำอย่างนี้อยู่ปีครึ่งแต่ก็ยังไม่พอ คิดว่าน่าจะมีอะไรที่ฝึกเพิ่มอีก เลยตัดสินใจเรียนแบดอย่างจริงจังกับอาจารย์สอนข้างนอก ตอนนั้นไม่มาที่คอร์ดพี่ๆเลย เก็บตัวฝึกซ้อม ซุ่มซ้อมอยู่สองเดือน...และวันแรกที่มาตีที่คอร์ด เออ...ขามันไป ฟุตเวิค ท่าตี ท่าต่างๆถูกขึ้น หลายอย่างดีขึ้น และมีโอกาสได้ไปแข่งแบดหลายแมท....จนพี่ๆถามกันหลายคนว่าไปทำอะไรมา เห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มีคำชมมาตลอด ทุกวันนี้ไม่ได้มองว่าตัวเองเก่งหรืออะไร มองว่าเรายังไม่เก่งและมีอีกมากที่เราต้องฝึกฝนพัฒนาตัวเอง...เป็นเรื่องนึงที่รู้สึกว่า คนเรามันก็ต้องเริ่มจากไม่เป็นเลยแบบนี้แหละ แต่ต้องกล้าถาม กล้าฝึกฝน โดนล้อโดนแซวโดนด่าอะไรก็อย่าคิดให้มาก คิดแต่เรื่องฝึกฝนพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ...จนวันนึงเราจะค่อยๆเก่งขึ้นเอง ...แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่จุดเริ่มต้นว่ากล้าพอหรือเปล่า กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เป็น กล้าให้คนอื่นมาติเตือนมาสอนหรือไม่ กล้าอาย กล้าขายหน้า กล้าในสิ่งที่ควรจะทำหรือไม่ เท่านั้นเอง ....







วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การถ่ายภาพ Photo Sphere โดยใช้ App iphone

ภายถ่ายชวนฉงน ของโลกใบกลมๆ ชอบภาพแนวนี้มานานแล้ว ตอนแรกฝึกถ่ายโดยใช้กล้อง dslr ตัวใหญ่ ตั้งกล้องถ่ายไปเรื่อยๆเหมือน panorama กว่าจะได้ถาพมา ต้องนำไปซ้อนกันในโปรแกรมอีกใช้เวลามาก จนกระทั่งได้มาลองเซิทหาแอพลิเคชั่นใน iphone เจอแอพที่น่าสนใจเยอะ ลองผิดลองถูก ลองเล่นจนได้ภาพที่น่าพอใจ เลยนำมาแชร์เผื่อใครสนใจอยากลองเล่นถ่ายภาพแนวนี้บ้างนะคะ



โลกใบกลมๆ ชวนฉงน Application ที่ว่านี้ได้แก่สองตัวนี้ค่ะ เป็นแอพแจกฟรี ว่าแล้วก็โหลดกันเลย...

1. Photo Sphere Camera
2. RollWorld - Tiny planet


 

1. Photo Sphere เป็น App ที่ใช้ในการถ่ายภาพ 360 องศา ขึ้นตอนแรกคือเราต้องถ่ายภาพ 360 องศาติดกัน คล้ายๆกับการถ่าย panorama แต่แอพนี้สามารถใช้ได้ง่ายมาก เมื่อเปิดใช้งานถ่ายภาพ จะมีจุดวงกลมตรงกลางโฟกัส โดยเราต้องเอียงมือถือทำมุมให้จุดกลมสีเหลืองนั้นอยู่ในวงกลมจุดโฟกัสพอดี กล้องก็จะถ่ายอัตโนมัติ


ถ่ายจนครบ 360 องศา ทั้งท้องฟ้าและพื้นดินด้วย ภาพที่ออกมาจะได้ panorama แบบนี้





 ภาพที่ได้แบบ panorama และ save ในกล้องได้เลยอัตโนมัติ หลังจากที่เราได้ภาพแล้วขั้นตอนต่อไปคือนำภาพมาม้วนให้เป็นวงกลมด้วยโปรแกรม RollWord

2. RollWord เป็นโปรแกรมที่สามารถถ่ายภาพและสามารถนำภาพมาม้วนเป็นวงกลมได้แต่สามารถถ่ายได้ทีละช๊อตเท่านั้น ภาพที่ถ่ายและนำมาโรลจึงไม่สมสัดส่วน แต่เราสามารถนำภาพในอัลบัมมือถือมาม้วนได้ โดยเลือกภาพที่เราถ่ายไว้แบบ panorama




เท่านี้เราก็จะได้โลกใบกลมๆของเราแล้ว :)
อาจต้องใช้เวลาในการถ่ายสักหน่อยเพื่อให้ได้ครบ 360 องศา เพราะจุดสำคัญของภาพคือการเห็นท้องฟ้า ยิ่งท้องฟ้ามีสีสันยิ่งทำให้ภาพสวยงาม...ไม่ยากเลย ลองครีเอทฝึกหัดถ่ายเล่นกันดูนะคะ

ภาพตัวอย่างในหลายๆสถานที่ 








วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

หัวใจแห่งอุ้มผาง "เปรโต๊ะลอซู" ตาก


ตามหาหัวใจแห่งอุ้มผาง "เปรโต๊ะลอซู" หรือ "ปิ๊ตุ๊โกร" หลังจากที่นัดกันมากว่าสามเดือนได้เวลาเปิดทริปตามหาหัวใจแห่งอุ้มผาง เคยได้ยินชื่อน้ำตกทีลอซูมานานแล้ว แต่เปรโต๊ะลอซู พึ่งรู้จักเมื่อไม่นานมานี้ และเส้นทางก็ใช้เส้นเดียวกันแต่ทางจะไกลกว่าหน่อยเท่านั้น เป็นน้ำตกที่ไหนจากหน้าผาสูง สายน้ำไหนเป็นสายหลายสายและมาบรรจบกันเป็นรูปหัวใจ โดยพี่เล่าว่าจะสวยมากโดยเฉพาะหน้าฝน และที่นี่เป็นน้ำตกที่พบโดยบังเอิญจากการสำรวจยอดดอยมะม่วงสามหมื่นที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อุ้มผาง






ออกเดินทางทุกครั้ง ได้มิตรภาพใหม่ทุกครั้ง การใช้ชีวิตช่วยเหลือกัน ประสบการณ์วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ในแต่ละที่แม้แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือทุกคนมีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ได้พลังใจกลับมาอย่างท่วมท้นเลยทีเดียว 











โดยจุดเริ่มต้นเตรียมสัมภาระที่ อ.อุ้มผาง นั่งสองแถวขึ้นเขาไปยังหมู่บ้านกุยเลอตอ ฝุ่นตลบหัวแดงไปตามๆกัน เริ่มด้วยการเดินลุยน้ำไปตามลำธารเป็นระยะ ทุ่งนา โคลน และเข้าป่า ได้ยินเสียงน้ำตกรอบตัวตลอดเวลาจนถึงแคมป์ที่พัก นอนเปลกันสองคืน อาบกินน้ำที่ลำธารน้ำตก แน่นอนห้องน้ำธรรมชาติ ยิ่งสูงหมอกยิ่งหนา น้ำตกยาวตั้งแต่ต้นผาไหลลงมาบรรจบเป็นรูปหัวใจ ธรรมชาติสรรค์สร้างได้อย่างงดงาม...จุดสำคัญสูงขึ้นไปอีกคือยอดเนินมะม่วงสามหมื่น เป็นยอดที่สูงที่สุดของที่นี่ จุดชมวิวที่สวยงามมาก นั่งรอรุ้งกินน้ำกว่าชั่วโมงก็ไม่มา อีกฝั่งของเนินเป็นพื้นที่ของพม่า เสียดายที่ไปไกลกว่านั้นไม่ได้แล้ว

การเตรียมตัว

1. เครื่องแต่งกาย ควรเป็นกางเกงขายาวและไม่ควรเป็นยีนส์เพราะมักจะทำให้เสียดสีรู้สึกอึดอัด  เสื้อยืดแขนยาว แขนสั้น สีสันตามสะดวก รองเท้าหุ้มส้นมีดอกยางช่วยในการเกาะและมั่นคงเวลาก้าวเดิน 
2. กระเป๋าสำหรับใส่สัมภาระ ควรมีแพ็คของใส่ถุงกันน้ำเพราะฝนอาจตกได้ตลอดเวลา ให้เตรียมพร้อมไว้ก่อน
3. สเปย์กันยุง สเปย์กันทาก 
4. เสื้อกันฝน

5. ไฟฉาย 

เราเริ่มออกเดินทางจากกรุงเทพในคืนวันศุกร์ นอนพักผ่อนเอาแรงบนรถจนกระทั่งมารีสอร์ทในอุ้มผางในเวลาเช้า จัดการแบ่งกระเป๋าสำหรับใส่เสื้อผ้าอาบน้ำตอนขาลงและแพ็คสัมภาระใส่กระเป๋าเดินป่า และรับประทานอาหารเช้าเตรียมตัวออกเดินทาง



นั่งรถสองแถวจากรีสอร์ทขึ้นเขาจนกระทั่งมาถึงหมู่บ้านกุยเลอตอ ทางเข้าจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ใช้เวลากว่าชั่วดมงขึ้น เส้นทางไต่เขาและโค้งมากมาย ผ่านหมู่บ้านศูนย์อพยพขององค์การยูเนสโก้ และฝุ่นตลบตลอดทาง














ถึงแล้วจุดเริ่มต้นขึ้นเขา ที่หมู่บ้านกุยเลอตอ ดูเผินๆอาจจะไม่รู้ว่าอยู่ที่นี่ เพราะทางเป็นลักษณะคันนาทั่วไป







หลังจากเดินเข้ามาได้เล็กน้อยก็พบเส้นทางเต็มไปด้วยน้ำไหลเป็นลำธารต้องเดินลุยน้ำเข้าไป


เส้นทางเป็นแบบนี้ตลอด แห้งบ้าง ต้องลุยน้ำบ้าง บางจุดเป็นโคลนตมดินเหลว


เริ่มหาตัวช่วย พี่มานะตัดไม้ไผ่ใช้เป็นที่ค้ำช่วยเดิน


หลังจากเดินผ่านป่า ลำธาร โคลนตม ก็เข้าสู่ช่วงเดินผ่านไร่และทุ่งนา



ถ่ายภาพไปเรื่อยๆ เหงื่อเริ่มท่วมแล้ว


ช่วงทุ่งนากว้างใหญ่มาก ข้าวกำลังเขียวและมีเม็ด จากที่นาตรงนี้มีน้ำเลี้ยงอุดมสมบูรณ์มาก หากเราเดินต่อไปอีกจนถึงตีนเขาไกลๆอย่างในภาพจะเห็นระบบชลประทานของชาวนาที่เข้าทำที่นี่ เพียงต่อกระบอกไม้ไผ่ยาวจากน้ำตกลงมาเรื้่อยๆแล้วต่อสายท่อจนถึงทุ่งนาทำการปล่อยน้ำแบบขั้นบันได น้ำจะไหลจากที่สุงลงสู่ที่ต่ำ ทำให้ทุ่งนาทุกผืนได้น้ำอย่างทั่วถึง เรียกว่าเป็นระบบการคิดที่อัจฉริยะของชาวบ้านที่นี่ กระบอกไม้ไผ่อันเดียว ทำให้มีน้ำเลี้ยงเต็มทุ่งนา





ผ่านช่วงทุ่งนาก็มาถึงตีนเขา ค่อยๆเดินปีนเขาไปเรื่อยๆทางไม่ชันมาก


 ระหว่างทางมีลำธารไหลเป็นระยะ ไม่ขาดสาย


 เจอน้องหิ้วของในระหว่างทางเดิน ตัวเล็กแต่ใจเกินร้อยจริงๆ



เดินผ่านลำธารตัดทางเดิน หลายลำธารมาก


จนกระทั่งมาถึงจุดที่ต้องข้ามน้ำตก ชาวบ้านทำสะพานโดนเอาขอนไม้และไม้ไผ่มาพาดเป็นสะพานข้าม บริเวณนี้เป้นน้ำตกเล็กๆระหว่างทาง




หลังจากพักผ่อน กินอาหารเที่ยงที่ลำธารก็เดินทางกันต่อ



ในระหว่างทางนั้นมักจะเห็นน้ำตกขนาดเล็กตามทางเสมอและแต่ละน้ำตกก็สวยงดงาม นั่งพักเก็บภาพให้หายเหนื่อย มีพืชพรรณธรรมชาติ ดอกไม้ ตระไคร่น้ำให้เห็นตลอดทาง

หลังจากเดินมาถึงที่พักชื่อแคมป์ลุงสิงห์ จัดการวางสัมภาระ แต่แคมป์ตรงนี้ยังไม่ใช่แคมป์ที่เราจะพัก แต่จากจุดนี้ต้องเดินไปอีกทางเพื่อขึ้นเขาไปดูน้ำตกรูปหัวใจ จุดสำคัญของทริป ห่างจากแคมป์ลุงสิงห์ไม่กี่ร้อยเมตร






ในที่สุดเราก็ถึงจุดไคแม็กสำคัญของทริป น้ำตกรูปหัวใจ ซึ่งเป็นน้ำตกที่ไหลมาจากหน้าผาสูงคนละฝั่งและมาบรรจบกันจนเกิดเป็นรูปหัวใจขึ้นมา ธรรมชาติสร้างได้สวยงามจริงๆ


หลังจากถ่ายภาพหัวใจกับน้ำตกจนพอใจเราก็เดินทางมาเอาสัมภาระเดินขึ้นต่อไปสุงจากแคมป์ลุงสิงห์ เป็นแคมป์ใหญ่อีกที่ที่เราจะพักกัน จัดการวางสัมภาระ กางเตนท์ก็เข้าเวลาใกล้ค่ำพอดี แคมป์ที่นี่อยู่ใกล้กับบริเวณน้ำตกเล็กๆ สามารถลงไปอาบน้ำหรือหาน้ำใช้ในการประกอบอาหารได้ ช่วยกันทำอาหาร กินข้าวและนั่งคุยกันพักผ่อนตามอัธยาศัย



สวัสดีตอนเช้าจากปิ๊ตุ๊โกรค่ะ เช้านี้ตื่นมาอากาศเย็นสบาย มีน้ำค้างลงไม่มาก เห็นเมฆหมอกพัดผ่านรับกับแสงอาทิตย์ที่ค่อยๆขึ้นมา


เช้านี่ที่แคมป์ใหญ่เราช่วยกันทำอาหารเช้า เตรียมอาหารเที่ยงสำหรับออกเดินทาง ซึ่งแผนในวันนี้คือเดินขึ้นยอดดอยมะม่วงสามหมื่น ซึ่งเป็นยอดที่สูงที่สุดของทริปนี้ หลังจากรับประทานอาหารจัดกระเป๋าสัมภาระก็ออกเดินทางกันค่ะ 





เริ่มเดินขึ้นยอดดอยมะม่วงสามหมื่น เป็นทางขึ้นเขาที่ชันมากสลับกับเนินขึ้นไปเรื่อยๆ

จากจุดทางขึ้นเขาตรงนี้สามารถมองเห็นสายน้ำตกปิ๊ตุ๊โกรได้ เส้นสายที่ไหลลงมาบรรจบกัน

















ในที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึงยอดดอยมะม่วงสามหมื่น จุดสูงที่สุดของทริปนี้ ที่จริงเขาสามาถเดินต่อไปได้อีก แต่ยังไม่ให้นักท่องเที่ยวเดินเพราะเลยไปอีกก็เป็นเขตชายแดนพม่า



มองเห็นเนินสูงอีกไกลๆ แต่ไปต่อไม่ได้ เป็นเขตแดนของประเทศพม่า



เก็บภาพเป็นที่พอใจก็ได้เวลาเดินทางกลับไปยังแคมป์ ณ ตอนนี้ใช้เวลาเดินไม่นาน จากแคมป์เดินจนถึงยิดยังไม่ถึงเที่ยงเลยค่ะ





หลังจากเดินลงมาถึงเนินเขาหนึ่งซึ่งสามารถมองเห็นน้ำตกปิ๊ตุ๊โกรจากที่นี่ได้ชัดเจน เราก็ยืนรอดูรุ้งกินน้ำกันค่ะ ว่ากันว่าเป็นจุดที่เห็นรุ้งกินนำบ่อยที่สุด ยืนอยู่ไม่นานเมฆหมอกก็ปลิวผ่านตัวไปเป็นระยะ ฟ้าสลัวบ้าง ฟ้าสว่างบ้าง






หลังจากที่รอรุ่งกินน้ำเกือบชั่วโมงก็ไม่เห็น เริ่มบ่ายก็เดินทางกลับแคมป์ที่พักกันค่ะ



ระหว่างทางลงเขากลับแคมป์ เห็นวิวภูเขาไกลสุดลูกตา เป็นวิวที่สวยงามมากเลยทีเดียว




เดินทางลงมาถึงแคมป์ในเวลาเย็นก็ทำอาหารรับประทาน คุยกันสนุกสนานทั้งคืนกว่าจะได้นอนกันเกือบเที่ยงคืน 

เช้าวันสุดท้ายตื่นทานอาหารเสร็จ เก็บแคมป์และสัมภาระเตรียมตัวเดินทางกลับไปยังจุดแรกเพื่อรอรถมารับกลับรีสอร์ท






เก็บภาพขากลับ เดินลงเขาสบายๆ ผ่านป่าลงมาสู่ทุ่งนาและทางเกวียนจนออกถนนใหญ่สายหลัก




















ทริปนี้ได้ถ่ายคลิปเล่นๆบ้างและยังพี่ในกลุ่มที่ถ่ายจริงจังกับโกโปร เอามาให้ชมกันค่ะ แล้วคุณจะหลงรักการเดินทางในครั้งนี้



ทริปนี้เป็นทริปที่แบกขาตั้งกล้องตั้งใจไปถ่ายน้ำตกรูปหัวใจ ตอนแรกจินตนาการว่าคงมีมุมสวยๆแน่นอน แต่ปรากฏว่าจุดที่ถ่ายภาพเป็นเนินเขาที่สูงมาก สามารถยืนได้ไม่เกินห้าคน แคบและอันตรายมาก เลยได้แค่ถ่ายภาพมาแบบไม่ได้ตั้งกล้อง ป่าที่นี่ถือว่าเดินง่าย อาจมีชื้นแแะที่ต้องลุยน้ำลุยโคลนบ้าง ต้องผ่านทุ่งนาชาวบ้านเพื่อขึ้นเขา จากเนินมะม่วงสามหมื่นมองลงมาข้างล่างจะเห็นวิวที่สวยงามมากๆ เป็นทริปหนึ่งที่ประทับใจ

เจอกันใหม่ทริปหน้าค่ะ
สวัสดี