วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2558

บันทึกการเดินทาง : ฉบับกับคนรู้ใจ

เรื่องเล่าของนักธรณีวิทยาและนักดนตรี ฮ่าๆ คิดแล้วก็ตลกเรามาบรรจบกันได้อย่างไร อุ่ย! ผิดหัวข้อ... เรื่องเล่าของคนสองคนที่รักธรรมชาติและการท่องเที่ยว จนถึงตอนนี้มานับดูกันดีกว่าว่าเราไปเที่ยวที่ไหนกันมาบ้าง ปล.จริงๆกำลังรื้อรูปมาล้างติดผาบ้าน :P




1."เขาช้างเผือก" ทองผาภูมิ กาญจนบุรี
ทริปแรกของเราที่อยากแบกเป้เดินเขา จุดเริ่มต้นจากเมื่อครั้งสมัยก่อนที่เขาช้างเผือกยังไม่ดังไม่มีการโปรโมท เราได้รู้จักเขาที่นี่จากในบล็อกที่หนึ่ง เห็นครั้งแรกก็ประทับใจเลย ตั้งใจว่าจะไปที่นี่ให้ได้ แต่ด้วยที่ไม่เคยแปกเป้เที่ยวเองมาก่อน เปิดดูข้อมูลต้องติดต่อใคร เตรียมอะไรบ้างดูยุ่งยากและไม่มีประสบการณ์มาก่อน เลยตัดสินใจไปกับทัวร์เดินป่าของ Trekking Thai และก็ได้ไปสมใจ

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/10/blog-post_20.html





2. "ลำคลองงู" กาญจนบุรี
ทริป adventure ที่ลำคลองงู ที่นี้ถือว่าเป็น Unseen in Thailand แห่งหนึ่งของเราเอง สถานที่ที่มีชื่อของที่นี่คือ "ถ้ำเสาหิน" ที่เกิดจากหินงอกหินย้อยที่สุงที่สุดในประเทศไทย 62.5 เมตร สำหรับการเดินทางเข้าไปชม มีทั้งเดินป่า ว่ายน้ำ ปีนเขา กระโดดน้ำตก เรียกได้ว่าผจญภัยต่างๆนาๆ บริเวณถ้ำเสาหินจะเปิดให้เข้าชมเฉพาะช่วงเดือน มีนาคมถึงเมษายนเท่านั้น

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่ http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post.html






3."ภูสอยดาว" อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว อุตรดิตถ์
ได้ยินคำว่า "ภูสอยดาว" ก็ทำให้จินตาการถึงภูเขาที่สูงเสียดดาว สามารถมองเห็นดาวได้ถนัดชัดเจน แต่พอมาสัมผัสจริงๆนั้นแตกต่างจากที่จินตนาการไว้มาก สวยงามในอีกแบบ เป็นทุ่งดอกไม้ในท่ามกลางสายฝนโปรยปรายและสายหมอกบนยอดเขาสูง ลมพัดเอื่อยเย็น และนอกจากนี้ยังมีน้ำตกที่มีต้นเมเปิลแดงซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่ให้ได้ชมกันอีกด้วย

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post_79.html




4."น้ำตกเปรโต๊ะลอซู" หรือปิ๊ตรุ๊โกร หัวใจแห่งอุ้มผาง ตาก
ตามหาหัวใจแห่งอุ้มผาง "เปรโต๊ะลอซู" หรือ "ปิ๊ตุ๊โกร" เคยได้ยินชื่อน้ำตกทีลอซูมานานแล้ว แต่เปรโต๊ะลอซู พึ่งรู้จักเมื่อไม่นานมานี้ และเส้นทางก็ใช้เส้นเดียวกันแต่ทางจะไกลกว่าหน่อยเท่านั้น เป็นน้ำตกที่ไหนจากหน้าผาสูง สายน้ำไหนเป็นสายหลายสายและมาบรรจบกันเป็นรูปหัวใจ โดยพี่เล่าว่าจะสวยมากโดยเฉพาะหน้าฝน และที่นี่เป็นน้ำตกที่พบโดยบังเอิญจากการสำรวจยอดดอยมะม่วงสามหมื่นที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อุ้มผาง

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post.html




5."ดอยหลวงเชียงดาว" เชียงใหม่
สามวันสองคืนบนดอยหลวง ป่าไม้พืชพรรณอุดมสมบูรณ์ อากาศหนาวจับใจ ดอกไม้ต้นไม้บานเต็มสองข้างทาง ฮ่อมเชียงดาวเต็มดอย มีดอกพญาเสือโคร่งขึ้นเป็นหย่อมๆ บนความสูง 2,225 เมตรจากระดับน้ำทะเล ตื่นแต่เช้ามืดจากแคมป์เพื่อเดินขึ้นยอดกิ่วลมไปดูพระอาทิตย์ขึ้น มืดจนต้องใช้ไฟฉายนำทาง ตกเย็นเดินขึ้นยอดดอยหลวงเพื่อไปดูพระอาทิตย์ตก ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า อาบลมห่มฟ้า ห้องน้ำธรรมชาติ เป็นอีกทริปหนึ่งที่สวยและประทับใจมากๆ 

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/11/blog-post_20.html





6."เขาหลวง" คีรีวงศ์ นครศรีธรรมราช
ครั้งแรกกับการเดินป่าใต้ เราเริ่มเพิ่มระดับความยากของการเดินป่าขึ้นเรื่อยๆ ได้ยินคนพูดกันมากมายว่าป่าใต้นั้นเดินยาก ยากอย่างไรก็ไม่ทราบได้ ไม่มีคำจัดกัดความที่ชัดเจน จนกระทั่งช่วงกลางปีพี่ๆได้ชวนไปเดินเขาหลวงที่นครศรีธรรมราช ก็ตอบรับไปในทันที ทั้งที่ไม่มีข้อมูลอะไรทั้งสิ้น แต่สิ่งที่พูดกันมากคือ "ทากเยอะ" ตั้งแต่เดินป่ามายังไม่เคยโดนทากกัดเลยสักครั้ง เลยไม่ได้กลัวอะไรมาก แพ็คกระเป๋าได้ก็ออกเดินทางเลย โดยเราใช้เวลาในการเดินทางครั้งนี้ สามวันสองคืนเช่นเคย โดยการขึ้นเขาหลวงครั้งนี้ ขึ้นที่บ้านคีรีวงศ์ ไม่มีลูกหาบ เพราะเขาที่นี่ยังไม่ดังเท่าที่อื่นๆ ป่ายังดิบอยู่มาก ต้องอาศัยคนในพื้นที่ช่วยในการนำทาง 

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post_6.html




7."ทุ่งทานตะวัน" เขาจีนแล ลพบุรี
จังหวัดลพบุรี เป็นทุ่งทานตะวันที่ใหญ่มากที่หนึ่งในประเทศไทย มีพื้นที่กว้างใหญ่มากหลายไร่ ตั้งอยู่บริเวณเขาจีนแล ใกล้วัดเวฬุวัน ตำบลโคกตูม อำเภอเมืองและเป็นทุ่งทานตะวัน ที่ใกล้ตัว เมือง ลพบุรีมากประมาณ 10 กิโลเมตรเท่านั้น ด้านหลังสวยงามด้วยภูเขาเรียกว่า เขาจีนแล  ถือว่าเป็นทุ่งทานตะวันที่สวยที่สุดของจังหวัดลพบุรีเลยทีเดียว ซึ่งเทศกาลชมดอกทานตะวันจะมีทุกปี ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม ที่นี่ไม่เก็บค่าเข้าชมแต่อย่างใด เพียงแค่ขอความร่วมมือให้นักท่องเที่ยวช่วยกันไม่ทำลายดอกทานตะวันเท่านั้นเอง

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/01/blog-post_1.html



8."เกาะล้าน" พัทยา
เที่ยวเกาะใกล้กรุงเทพ "เกาะล้าน" ขับรถชั่วโมงครึ่งถึงพัทยา แล้วนั่งเรือข้ามไปเกาะล้านที่ท่าเรือแหลมมาลีฮาย เกาะที่นี่ไม่เหมือนเกาะท่องเที่ยวที่เจริญ ที่นี่สงบมากเหมือนหมู่บ้านหนึ่งในต่างจังหวัด มีตลาดนัดตอนกลางคืนหน้าวัด ของกินและที่พักราคาไม่แพงมาก คราวหน้าคงได้ไปเยือนอีก เก็บภาพได้นิดหน่อย เที่ยวอย่างเดียว 



9.เที่ยวโคราช ปากช่องถึงวังน้ำเขียว
ขับรถเที่ยวชิวๆหลายครั้ง ในหลายๆที่ตั้งแต่ปากช่อง เขาใหญ่ ถึงวังน้ำเขียว เก็บแต่ภาพคู่มาลงละกันเนอะ





10.เที่ยวเมืองตรัง
ไปเยือนเมืองตรังมา 2 ครั้ง สถานที่ท่องเที่ยวของเมืองตรังมีมากมายค่ะ โชคดีได้เจ้าบ้านเป็นไกค์พาเที่ยว (แฟนตูนี่แหละ) มีทั้งแบบขับรถยนต์และขับรถมอเตอร์ไซค์ตะเวณเที่ยวไปเรื่อยๆ แล้วแต่วันไหนขยัน ถ้าขี้เกียจก็ขับรถเล่นในเมืองซะส่วนใหญ่ เที่ยวทั้งเกาะต่างๆ ถ้ำมรกตที่มีชื่อเสียง ชายหาดมากมายให้ได้พักผ่อนหย่อนใจ ส่วนที่ไม่ติดทะเลก็มีน้ำตก ถ้ำ วัด มัสยิด ให้ได้เที่ยวชมเช่นกันค่ะ

ตรัง เมืองหน้ารักเที่ยวเกาะ ถ้ำและนำตก, หาดปากเมง, เกาะไหง, หาดเจ้าไหมและพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ, ถ้ำเลเขากอบ, น้ำตกโตนเต๊ะ, แหลมหยงสตาร์


อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2014/10/2.html






11. "แสมสาร" ดำน้ำดูปะการัง เกาะแสมสาร สัตหีบ
ดำน้ำดููปะการัง เกาะแสมสาร สัตหีบ สนุกสนาน โลกใต้น้ำยังสวยงามและประทับใจ ทั้งปลาการ์ตูน ปะการัง หลายภาพต้องอาศัยพี่มนุษย์กบดำลงไปถ่ายให้เพราะดำเองไม่ถึง 






12."ภูกระดึง" เที่ยวชมธรรมชาติบนภูกระดึง เลย
บนเส้นทางธรรมชาติภูกระดึง : เส้นทางบนหลังแปนี้ยาวไกลมาก เริ่มตั้งแต่ไปดูพระอาทิตย์ขึ้นที่ "ผานางแอ่น" ต่อด้วยตามหาใบเมเปิลแดงที่ "น้ำตกถ้ำใหญ่ น้ำตกเพ็ญพบ" และค่อยๆขึ้นเขาตามผาต่างๆจนสุดพระอาทิตย์ตกที่ "ผาหล่มสัก" ระยะทางกว่ายี่สิบกิโลเมตร...จริงๆแล้วถ้าจะเที่ยวให้ครบภายในวันเดียว ภูกระดึงก็ไม่ได้ชิวอย่างที่คิด 







13."ยอดหินกูบ" เขาสอยดาวใต้ จันทบุรี
อีกเช่นเคย เป็นทริปที่พี่ชวนไปอีกครั้ง โดยไม่ได้คิดตอบตกลงในทันที ยอดหินกูบ เขาสอยดาวใต้ จังหวัดจันทบุรี เป็นยอดเขาหินแกรนิตแข็งลักษณะเป็นชะง่อนผามีหลังคาคล้ายถ้ำเล็กๆ โดยเราเดินขึ้นเขาถึงยอด ครั้งนี้กางถุงนอนกันเป็นปลาทูใต้ชะง่อนผา ไม่มีเตนท์หรือเปลเหมือนเช่นเคย ตกเย็นลมแรงอากาศหนาวจับใจ

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่





14."อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า" พิษณุโลก
ขับรถเที่ยวป่าหน้าฝนขึ้นไปพิษณุโลกจนถึงที่ทำการอทยานภูหินร่องกล้า เดินบนเส้นทางธรรมชาติไปลานหินปุ่มเพื่อชมพระอาทิตย์ตก เช้าวันต่อมาขับรถไปที่หน่อวยน้ำตกหมันแดง แม้สายมากแล้วเมฆหมอกยังครึ้ม เดินลงเขาไปน้ำตกหมันแดง ตามหาเจ้าดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่เขาว่าออกดอกโชว์แค่ฤดูฝนเท่านั้น

อ่านเรื่องเที่ยวเต็มๆได้ที่นี่  http://amrobon.blogspot.com/2015/08/blog-post_6.html






อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า : น้ำตกหมันแดง

พอฝนตกชุ่มฉ่ำทำให้คิดถึงป่าหน้าฝน ในตอนแรกนั้นวางแผนไปล่องแก่งกับพี่ๆแกงค์เดิม แต่ด้วยหลายคนติดภารกิจทำให้ทริปนี้ล่มไป คิดอยู่นานนี่คงถึงเวลาต้องลองเที่ยวเองดูบ้างโดยเตรียมทุกอย่างด้วยตัวเอง โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ นั่งดูข้อมูลไปเรื่อยๆจนเจอที่อยากจะไปคือ"ตามหาดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่น้ำตกหมันแดง อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า" นั่นเอง



ศึกษาข้อมูลเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพสู่พิษณุโลก ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 12 ซึ่งเส้นนี้ไม่ได้พาไปแค่ล่องแก่งน้ำเข็ก เที่ยวอุทยานทุ่งแสลงหลวงและขึ้นเขาค้อเท่านั้น ยังเป็นเส้นทางขึ้นอุทยานภูหินร่องกล้าอีกด้วย รวมระยะทางจากตัวเมืองพิษณุโลก 127 กิโลเมตร ทางขึ้นภูหินร่องกล้านั้นขึ้นได้ทั้งจากอำเภอนครไท พิษณุโลกและจากทางอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยครั้งนี้เราเลือกขึ้นทางพิษณุโลกและลงทางภูทับเบิกเพื่อจะได้เที่ยวได้ครบค่ะ



ขับรถขึ้นเขาไปกว่า 25 กิโลเมตรก็ถึงที่ทำการอุทยาน ซึ่งมีศูนย์บริการนักท่องเที่ยวอยู่ต้อนรับ ติดต่อบ้านพักแทนกลางเตนท์ที่เตรียมมาเองเพราะเห็นอากาศครึ้ม คืนนี้ฝนคงตกอย่างแน่นอน บ้านพักหลังละ 800 บาท สองห้องนอน พักได้ 2-6 คนเลยทีเดียวค่ะ หลังจากนั้นก็หาที่ทานอาหาร บนนี้มีร้านอาหารอยู่สองร้านคือร้านรังทองและร้านดวงใจซึ่งทั้งสองร้านราคาไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับร้านอาหารสถานที่เที่ยวดังๆทั่วไป หลังจากอิ่มหนำสำราญก็เดินเล่นในตัวอุทยานสักหน่อยฆ่าเวลา ทั้งร่มรื่นและอากาศเย็นสบาย พอตกเวลาเย็นก็เดินทางไปลานหินปุ่มเพื่อรอชมพระอาทิตย์ตก ซึ่งเขาว่าสวยที่สุดในภูหินร่องกล้าเลยทีเดียว

จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ขับรถไปทางอำเภอหล่มสักตามทางลาดยาง 2 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางชัดเจน จอดรถแล้วเดินลงไปบนเส้นทางอีก1.5 กิโลก็ถึงจุดชมวิวลานหินปุ่ม เส้นทางนี้จะมีลักษณะเป็นวงรอบเสียบหน้าผา คือเริ่มจากสำนักอำนาจรัฐ ผาชูธง ลานหินปุ่ม


ภูหินร่องกล้าฤดูฝน ธรรมชาติชุ่มฉ่ำ ตลอดสองข้างทางเต็มไปด้วยดอกไม้และธารน้ำไหลรินไปทั่วพื้น
โคลงคลาง ดอกไม้ธรรมดา แต่สวยไม่ธรรมดาบนยอดภู
ลิ้นมังกร สีส้มสีเหลือง เห็นได้ช่วงฤดูฝน เห็นได้ง่ายตามทางเดินไปลานหินปุ่ม
เปราะภูสีขาว ออกดอกสะพรั่งเป็นทุ่งตามทางเดินไปลานหินปุ่ม เห็นได้ในช่วงฤดูฝนเท่านั้น
สำนักอำนาจรัฐนั้นคือศูนย์บัญชาการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ใช้วางแผนงานในสมัยก่อน จากนั้นเดินไปเที่ยวผาชูธง เป็นการเดินเลียบหน้าผาไปลักษณะเป็นหน้าผาสูง เวลาคอมมิวนิสต์รบชนะจะมาโบกธงบนยอดนี้ เดินจากผาชูธงไปอีก 500 เมตรถึงลานหินปุ่ม อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเด่นที่สุดของภูหินร่องกล้าก็ได้ ลักษณะเป็นลานหินตะปุ่มตะป่ำ ยืนชมวิวที่นี่ได้กว้างไกล


ลานหินปุ่ม จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก




จุดชมวิวพระอาทิตย์ตก ลานหินปุ่ม
 หลังจากเก็บภาพได้ก่อนพระอาทิตย์ตก ก็รีบเดินกลับไปยังลานจอดรถก่อนมืด เพราะหากมืดแล้วทางเดินยิ่งมืดยิ่งอันตราย กลับไปยังบ้านพักที่อุทยาน และเป็นดังคาดฝนตกหนักทั้งคืน ได้แต่ภาวนาให้พรุ่งนี้ฝนหยุดตก เพื่อจะได้เดินทางลงเขาไปน้ำตกหมันแดงได้

เช้าวันใหม่ตื่นเตรียมตัวเช็คเอาท์บ้านพัก ทานอาหารเช้า จัดเตรียมสัมภาระและอาหารให้พร้อมก่อนออกเดินทางไปยังหน่วยน้ำตกหมันแดง ซึ่งอยู่ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไปทางอำเภอหล่มสัก ทางหลวงหมายเลข 2331 ประมาณ 22 กิโลเมตร แม้ว่าจะเริ่มสายแล้ว เมฆหมอกบปกคลุมหนาเต็มพื้นที่ มองไม่เห็นเส้นทางขับรถ อันตรายต้องระวังในการขับขี่อย่างมาก ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงก็มาถึงที่หน่วยหมันแดง


หน่วยเจ้าหน้าที่อุทยานน้ำตกหมันแดง
เดี๋ยวๆ เติมพลังแปป
พบว่าเรามาถึงเร็วมากยังไม่มีนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ แต่ก็โชคดีได้เจอกับพี่ๆกลุ่มหนึ่งสามคน จึงได้ขอไปรวมกลุ่มกับพี่ๆเขาและเดินทางลงเขาไปยังน้ำตกหมันแดงพร้อมกัน









 และแล้วก็ถึงจุดหมาย ลงเขามาเรื่อยๆกว่า 3.5 กิโลเมตรก็ถึงที่หมาย น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 1 ซึ่งยังเป็นช่วงหน้าผาชันลงเหว น้ำตกหมันแดงมีชั้นสวยๆๆถึง 32 ชั้น แต่ส่วนใหญ่ไปได้แค่ 8 ชั้น ไกลกว่านั้นน้ำตกจะเริ่มเป็นชั้นเล็กๆ


น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 4
น้ำตกหมันแดงชั้นที่ 5


ดอกลิ้นมังกรสีชมพู ที่ออกดอกโชว์แค่หน้าฝนเท่านั้น







สุดท้ายฝากไว้กับภาพคู่นะคะ :)

สวัสดี

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2558

Crystal Healing : หินบำบัด

ในยุคสมัยนี้เรื่องการใส่หินกำลังดังเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นดาราใส่หรือโฆษณาต่างๆเกี่ยวกับหินบำบัด หลายคนใส่ตามแฟชั่นเพื่อความสวยงาม หลายคนใส่เพราะอยากให้มีโชคลาภมีดวงเรื่องความรัก มีต่างๆนาๆ เรื่องของหินบำบัดมีมานานมากแล้วก่อนที่จะเริ่มโด่งดังเพราะการตลาด ทำให้มีหินปลอม หินย้อมสีออกมาขายกันเกลื่อนตลาด ในความจริงแล้วหินเราใส่เพื่ออะไร อยากให้รู้ความหมายจริงๆของการใส่หิน เลยขอแชร์ประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องหินบำบัดที่เคยได้ศึกษาเรียนรู้มานานพอสมควร สิ่งต่อไปนี้เป็นประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้เรียนและพบเจอมากับตัวของผู้เขียนเองแล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน 

เริ่มจากแฟนเรามีความสนใจในเรื่องจักระและเรกิอยู่เป็นทุนเดิม แฟนเราหาข้อมูลและได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งจึงขอสมัครไปเรียนกับอาจารย์ ท่านสอนเรื่องการรักษาจักระในร่างกาย การนั่งสมาธิและหินบำบัด ภายในเวลาสองเดือนแฟนเราก็เริ่มเปลี่ยนไป กลายเป็นคนใจเย็นมากขึ้น จากขี้หลงขี้ลืมก็ลดน้อยลง เราสังเกตุเห็นการเปลี่ยนแปลงในตัวเขาจริงๆ เปลี่ยนไปในทางที่ดี เลยตัดสินใจขอตามไปเรียนด้วย

และก็ได้พบกับอาจารย์ ธอม ราสเซียนดะ สอน"เรกิ" พลังธรรมชาติ 
อาจารย์ท่านช่วยเปิดจักระให้เพื่อให้เราสามารถรับพลังได้ หลังจากนั้นก็ฝึกฝนกับตัวเองทุกวัน นั่งสมาธิ ทำเรกิรักษาให้ผู้อื่นบ้าง รักษาจักระตามร่างกายของตัวเองบ้าง การรักษาจักระต่างๆของร่างกายนั้นสำคัญมากก่อนที่จะโยงมาสู่เรื่องหินบำบัด ผู้สวมใส่หินควรรู้และศึกษาเรื่องจักระต่างๆในร่างกายด้วยเพื่อความเข้าใจที่ถ่องแท้ 




พลังจักรวาลและจักระทั้ง 7


ในร่างกายมนุษย์มีสิ่งมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติซ่อนเร้นอยู่ เป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างพลังธรรมชาติ จิตวิญญาณและพลังเหนือธรรมชาติเข้าด้วยกันและอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิ เราเรียกสิ่งมหัศจรรย์นี้ว่า “จักระ (Chakra)”

จักระ (Chakra) เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “กงล้อ” ซึ่งเป็นลักษณะของลำแสงที่แผ่ออกมาเป็นวงคล้ายกลีบดอกบัวมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 นิ้ว ลำแสงที่มีลักษณะคล้ายกลีบดอกบัวนี้จะหมุนอยู่ตลอดเวลาก่อให้เกิดสีสรรต่างๆเหมือนประกายไฟ มีสีที่ต่างกันออกไป จักระในร่างกายมี 7 จุด ผู้ที่ผ่านการกระตุ้นจักระและฝึกสมาธิอย่างสม่ำเสมอจะทำให้จักระหมุนวนรับพลังจักรวาลที่อยู่รอบตัวเข้าสู่จักระทั้ง 7 และหากสามารถพัฒนาอำนาจจิตให้สูงขึ้นก็จะสามารถมองเห็นรูปร่าง แสง สี และการหมุนได้อย่างชัดเจน

จักระทั้ง 7 มีดังต่อไปนี้

จักระที่ 1 จักระราก (The Base Chakra)
ตั้งอยู่ระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์กับทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิต มีหน้าที่ดูดซับพลังคุนดาลินี (Kundalini = งูไฟ หรือ Serpent Fire) จากโลก โดยปกติแล้วจักระนี้จะไม่มีการกระตุ้นอย่างเด็ดขาดเพราะอันตรายต่อระบบการทำงานของร่างกาย สีที่สัมพันธ์คือ สีแดง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 1 คือ ทับทิม โกเมน

จักระที่ 2 จักระท้องน้อย (The Sacral Chakra)
ตั้งอยู่ที่ปลายกระดูกสันหลังใต้ก้นกบ เป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศและความเชื่อมั่นในตนเอง มีหน้าที่กระจายพลังที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมสืบพันธุ์ (Gonads Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีส้ม อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 2 คือ โกเมนสีส้ม คาร์เนเลี่ยนสีส้มแดง

จักระที่ 3 จักระท้อง (The Solar Plexus Chakra)
ตั้งอยู่บริเวณสันหลังที่ตรงกับบั้นเอว มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ผลิตโลหิต เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเหลือง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 3 คือ บุษราคัม ซิทริน

จักระที่ 4 จักระหัวใจ (The Heart Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระดูกสันหลังระดับที่ตรงกับหัวใจ เป็นศูนย์รวมของความรัก ความเมตตากรุณา ความเสียสละ การพัฒนาจิตใจ ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไธมัส (Thymus Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีเขียว อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 4 คือ มรกต เพอริโด

จักระที่ 5 จักระคอ (The Throat Chakra)
ตั้งอยู่ตรงกระดูกต้นคอ เป็นจักระที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ หอบหืด โรคที่เกี่ยวกับผิวหนัง ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีน้ำเงิน อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 5 คือ ไพลิน เทอร์ควอยซ์ ลาปิสลาซูลิ อะคัวมารีน

จักระที่ 6 จักระตาที่สาม (The Third Eye Chakra)
ตั้งอยู่กลางหน้าผาก เป็นจักระที่เปรียบเหมือนดวงตาของปัญญา เป็นจุดกำเนิดของญาณหยั่งรู้ เป็นตาที่ 3 เป็นพาหนะแห่งญาณวิเศษสำหรับการติดต่อกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีคราม อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 6 คือ อะมีธีสต์สีม่วงคราม โซดาไลต์

จักระที่ 7 จักระกลางกระหม่อม (The Crown Chakra)
ตั้งอยู่กลางกระหม่อม เปรียบเป็นมงกุฎดอกบัว เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในร่างกาย เป็นสถานที่รับพลังแห่งจักรวาลและกระจายไปทั่วร่างกาย ต่อมที่สัมพันธ์กับจักระนี้คือ ต่อมเม็ดสน (Pineal Gland) สีที่สัมพันธ์คือ สีม่วง อัญมณีที่สัมพันธ์กับจักระที่ 7 คือ อะมีธีสต์

รายละเอียดเรื่องจักระจาก: http://www.luangputo.com/forum/index.php?topic=90.0


มาถึงตรงนี้อาจทำให้เข้าใจเรื่องสีของหินสัมพันธ์กับจักระอย่างไรบ้างแล้ว แต่คงยังสงสัยอีกว่า "หินบำบัดจักระได้จริงเหรอ อย่างไร?" ขออธิบายในเชิงวิทยาศาสต์ดังนี้ว่า อะตอมหน่วยที่เล็กที่สุดเปลี่ยนเป็นพลังงานโดยการสั่นสะเทือนในมวลสาร หินเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานธรรมชาติชั้นดี หินหลายชนิดถูกหล่อหลอมเกิดจากการรวมกันจากแร่ธาตุแต่ละชนิดทำให้เกิดสีที่แตกต่างกัน มาเป็นเวลาหลายล้านปี ถึงเกิดเป็นผลึกสีสรรสวยงามอย่างที่เราเห็นกัน หินสามารถถ่ายเทพลังงานให้สิ่งรอบข้างได้ และเมื่อเรานำหินนั้นสวมใส่ พลังงานก็จะถ่ายเทมายังตัวเรานั่นเอง

ในตอนที่บำบัดรักษานั้นเราจะให้ผู้ที่รับการรักษานอนราบ และรักษาโดยมีการนำหินมาวางตามจุดจักระต่างๆในร่างกาย ก่อนนำหินวางลง จะยกหินมาล้าง อาจล้างด้วยน้ำเปล่าหรือล้างด้วยจิตก็ได้ อธิฐานขอให้หินนั้นใสสะอาดบริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยๆนำมาวางบนร่างกายจนครบทุกจักระ ปล่อยเวลาทิ้งไว้สักครู่ให้หินได้ทำกระบวนการของมันและก่อนที่จะเก็บหินออก ต้องมีการล้างหินให้สะอาดเหมือนครั้งแรกด้วยเช่นกัน



       

นอกจากนี้ในทางของจิตวิญญาณยังต้องมีการโปรแกรพลังให้เข้าไปในหินผ่านผลึกหินต่างๆ นำหินไปอาบแสงอาทิตย์ อาบแสงจันทร์ โดยเฉพาะพระจันทร์ในวันเพ็ญ พร้อมทั้งสวดมนต์เพิ่มพลังศักดิ์สิทธิ์ให้แก่หิน หากทำเป็นประจำและลองสัมผัสพลังที่ละเอียดอ่อน จะสังเกตุเห็นหินนั้นใสขึ้น ใสที่ว่านี้คือใสในพลังจิต พลังสัมผัสอันละเอียดอ่อน หินจะช่วยเรารักษาสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามแต่ที่ตำราหลายสาขาบอกหรือไม่นั้น สิ่งสำคัญที่ผู้สวมใส่ควรกระทำคือการล้างพลังให้หิน

การบำบัดรักษาแบบนี้ต้องใช้เวลาและความตั้งใจจริงในการปฏิบัติ ผู้เขียนไม่ได้ให้เชื่อในสิ่งที่บอก หากแต่อยากให้มาลองรับการรักษาด้วยตัวเอง ใช้ประสบการณ์พิจารณาจะดีกว่าและผู้เขียนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่รักษาให้แก่ผู้ที่สนใจ 



"การใช้หินบำบัดไม่เพียงแต่ให้หินรักษาเราเพียงอย่างเดียว ตัวเราเองต้องรู้จักฝึกฝนสมาธิด้วยเช่นเดียวกัน เพราะหินก็เป็นเพียงสิ่งภายนอกที่เรานำมาช่วยรักษา แต่สิ่งที่รักษาเราได้ดีที่สุดคือตัวเราเอง จิตใจของเราเอง พลังของจิตวิญญาณไม่ยากเลย หากลองเริ่มต้นฝึกฝน เราจะค่อบๆพบกับความสงบสุขแบบธรรมชาติโดยไม่ต้องแต่งเติมอะไรอีกเลย"

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

"โลภ โกรธ หลง" สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์

ก่อนจะมาเขียนหัวข้อนี้ เนื่องจากเริ่มสังเกตุตัวเองและคนรอบข้างว่ามีกิเลสตัวหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยมาก นั่นก็คือ"ความโกรธ" ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายและบ่อยมากที่สุดในชีวิตประจำวันของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยธรรมดา การขับรถบนท้องถนน การอ่านข่าวในโลกโซเชียลแล้วทำให้เกิดอารมณ์ร่วม และหากเราไม่รู้เท่าทันความโกรธนี้ ก็มีแต่จะเผาจิตใจเราให้ร้อนรุ่ม ร่างกายเกิดความเครียดและส่งผลออกมาทางหน้าตาให้ดูเศร้าหมองและอมทุกข์ นี่เป็นประสบการณ์ที่ได้เจอกับตัวเองและคนรอบข้าง ...จึงทำให้กลับมาคิดว่า แล้วเราจะมีวิธีจัดการกับความโกรธนี้ได้อย่างไรบ้าง ...จนกระทั่งได้มาเจอหนังสือเรื่อง ฝึกให้ไม่คิด ของพระริวโนะสุเกะ ได้กล่าวถึง "โลภ โกรธ หลง" สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์ได้ลึกซึ้งและน่าฟังดังนี้ว่า



โลภ โกรธ หลง สิ่งกระตุ้นพื้นฐานของมนุษย์

ความจริงแล้วการมัวแต่คิดเรื่องอื่นจนไม่ได้สนใจคนที่อยู่ด้วยเป็นกระแสที่คนจำนวนมากหลีกเลี่ยงไม่ได้และส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในห้วงกระแสนี้

คนสองคนที่เพิ่งรู้จักกันจะยังใหม่ต่อกันมาก พูดให้เห็นภาพคือ เมื่อภาพที่เห็นยังใหม่อยู่ ใจก็จะเต้นตึกตักต่อสิ่งเร้าใหม่ๆ ดังนั้นเมื่อฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนทรงผมเพียงเล็กน้อย อีกฝ่ายจะสังเกตได้ หรือถ้าการแสดงออกของฝ่ายหนึ่งดูขุ่นมัวแม้เพียงเล็กน่อย อีกฝ่ายก็กลัวว่าเขาจะเบื่อหรือเปล่านะและจะเปลี่ยนไปคุยเรื่องที่สนุกทันที

แต่เมื่อคุ้นเคยกับเรื่องราวของฝ่ายหนึ่งมากขึ้นแล้ว แม้สีหน้าของฝ่ายนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองดูด้วยสติรับรู้ที่หยาบๆกลับมองเห็นหน้าของฝ่ายนั้นเหมือนกับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป นี่คือความเบื่อหน่าย ที่พูดถึงกันวันต่อวัน คือเมื่อได้รับสิ่งเร้าแบบนี้พอแล้วและจะเริ่มเรียกร้องหาสิ่งเร้าอื่นๆ

เมื่อเป็นเช่นนี้ก็มีทั้งที่วิ่งเข้าหาเพศตรงข้ามคนใหม่และมีอีกหลายคนที่วิ่งหาคนรักในจินตนาการ แม้จะเรียกว่าคนรัก แต่ไม่ได้หมายถึงเพศตรงข้ามเป็นการเอาแต่คิดหมกมุ่นในสมองถึงสิ่งที่ตัวเองชอบหรือติดอกติดใจ เป็นการหลบเข้าเกราะกำบังในสมอง แล้วความสนใจที่มีต่ออีกฝ่ายก็จืดจางลงไป ระยะเวลาของความเบื่อหน่ายนี้มีทั้งคนเบื่อเร็วและคนเบื่อช้า ความเบื่อหน่าย สัมพันธ์ลึกซึ้งกับ "กิเลสตัณหา"

พวกเรารับรู้ข้อมูลต่างๆผ่านทางตา หู จมูก ลิ้นและร่างกายเสมอ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นมีพลังงานสำคัญที่เป็นตัวผลักดันในใจ อันเป็นยาพิษในใจสามตัว คือ  "โลภ โกรธ และหลง"

ข้อมูลที่มองเห็นด้วยตาและได้ยินด้วยหู พลังงานที่กระตุ้นใจจะทำให้เรียกร้องว่า "อยากได้อีก อยากได้อีก" พลังงานนั้นเรียกว่าความโลภ

เมื่อได้รับคำเยินยอจากใครสักคนที่ไม่คาดคิดมาก่อนและกำลังหลงระเริงอยู่ พลังของความโลภที่เอาแต่ไขว่คว้า อยากได้อีกก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา ในทางตรงกันข้ามพลังงานที่กระตุ้นให้ผลักไสข้อมูลที่จะเข้ามาว่า "ไม่อยากรับรู้ ไม่อยากดู ไม่อยากฟัง" เรียกว่า ความโกรธ หรือเวลาที่ถูกคนอื่นพูดเสียดสี ถากถางและรู้สึกไม่พอใจ พลังของความโกรธที่ตั้งใจจะกำจัดเป้าหมายที่ไม่พึงปรารถนาให้พ้นไปจะถูกกระตุ้นว่า "ไม่อยากฟังเสียงนี้" 

โกรธในที่นี้ความหมายกว้างมาก รวมทั้งความคิดในแง่ลบว่า "ความท้อถอย" "การอิจฉาคนอื่น" "การไม่ได้ดั่งใจหวัง" "การเสียใจกับอดีต" "ความอ้างว้าง"  "ความเครียด" ซึ่งล้วนแต่เป็นรากฐานหนึ่งของความโกรธทั้งสิ้น ความรู้สึกเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นที่เหมือนเป็นการเติมน้ำมันให้พลังความโกรธมีชีวิต แม้จะเกิดกำลังต่อต้านเรื่องที่ได้รับรู้เพียงเล็กน้อยก็เรียกว่า "โกรธ"

ทุกครั้งที่ปล่อยให้ความรู้สึกติดลบที่กล่าวมานี้ไหลออกไป ปล่อยให้พลังงานที่ไม่ดีของความโกรธที่รวมตัวอยู่จำนวนมากทวีความรุนแรงขึ้น พลังนี้ก็มีแต่จะกลายเป็นต้นตอของความเครียดหรือสร้างนิสัยที่จมอยู่ในความคิดแง่ลบได้ง่าย

ความโกรธเหล่านี้เมื่อมากระทบก็เกิดการเขย่าหัวใจให้สั่นสะเทือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกหลายๆครั้ง เมื่อรู้ว่ามีใครสักคนพูดถึงตัวเองไม่ดีจนใจถูกครอบงำไปด้วยความโกรธแล้ว ความโกรธจะถูกจารึกพร้อมกับสิ่งเร้าที่รุงแรง ในระหว่างนั้นชั่วเวลาหนึ่งจะเกิดความคิดที่เจ็บปวด ทุกข์ทรมานกลิ้งขลุกๆอยู่ในหัวว่า
"พูดจาเช่นนั้นแย่จริงๆ" หรือ
"โอ้ ถ้าคนอื่นเชื่อตามนั้นจริงและดูถูกหยามฉันขึ้นมาจะทำอย่างไร"

ข้อความเดิมๆจะถูกทวนซ้ำหลายๆครั้ง ย้ำหลายๆรอบ พูดอีกแง่คือหน่วยความจำหลักของจิตถูกใช้ไปเพื่อการนี้จนไม่เหลือให้ใช้เพื่อเรื่องสำคัญอื่นๆ และในไม่ช้าเมื่อเวลาผ่านไป "ความโกรธ" เช่นนี้ก็จะไปค้างคาในใจและเราจะค่อยๆลืมมันไปเอง 

แต่อีกด้านหนึ่งนั้นข้อมูลที่ถูกจารึกไว้ในใจด้วยพลังความโกรธ ไม่ว่าเมื่อใดข้อมูลนั้นก็ยังคงเหลือซ่อนเร้นอยู่

กระบวนการลืมคือวิธีการลดความถี่และเวลาในการตอกย้ำข้อมูลเหล่านั้นให้น้อยลงด้วยสติ กล่าวคือ เป็นเพียงการลดทอนข้อมูลให้น้อยลงและก็ยังไม่มีสติรู้ตัวที่ชัดเจน เพราะข้อมูลยังคงมีอิทธิพลผสมอยู่ในการเคลื่อนที่ของจิต

เนื่องจากความคิดที่ดังสะท้อนไปมาเบาๆว่า "แย่แล้ว" หรือ "โอ้...ทำยังไงดี" เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแล้วก็หายไป ดังนั้นเจ้าตัวเองก็ไม่รู้สึกตัวว่ากำลัง "เอ๊ะ..." และกลายเป็นว่าเกิดรู้สึกอึดอัดขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ เมื่อเป็นเช่นนี้ การไม่มีสติ หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือการที่ความคิดโผล่มาและหายไปในช่วงเวลาสั้นๆจนตั้งสติไม่ได้นั้น เป็นกลไกเกี่ยวพันกับความคิดที่เกิดขึ้นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ

ขอให้พวกเราลองคิดดู
ตัวอย่างเช่น เริ่มเชื่อต่อด้วยการคิดว่า "เอ๊ะ ทำยังไงดี" ความคิดก็อาจเริ่มต้นขึ้นมาเองโดยไม่สนใจใครเลยก็ได้ว่า "ถ้างานนี้ล่มจะทำยังไง" หรือ "ถ้าพลาดไปแล้วโดนคนโน้นหาว่าบ้าจะทำยังไง"

จากนั้นความคิดที่บ่นพึมพำในใจก็จะยิ่งขยายเพิ่มปริมาณและยิ่งกินพื้นที่ของหน่วยความจำหลักมากขึ้น ทำให้รับรู้ภาพทิวทัศน์ที่เห็นตรงหน้าและบุคลิคลักษณะของคนได้ไม่ชัดเจน ทำให้จับสำเนียงเสียงธรรมชาติไม่ได้ แม้จะกินอะไรเข้าไปก็ไม่รู้สึกพึงพอใจ เนื่องจากความรู้สึกในการรับรสขาดหายไป เป็นต้น กลายเป็นว่าความพึงพอใจในชีวิตเรื่องที่ตนเองมีชีวิตมั่นคงได้หายไป

ในอีกด้านหนึ่ง ถ้าจะลองวิเคราะห์เรื่องการสูญเสียความพึงพอใจคงกล่าวได้ดังต่อไปนี้ แม้ตั้งใจจะ "ดู ฟัง สัมผัส" แต่ในความเป็นจริงเสียงรบกวนภายในหน่วยควาจำหลักไป ทำให้ข้อมูลสดใหม่เข้าไปไม่ได้

สมมติว่าเราใช้เวลา 10 วินาทีฟังคำพูดของใครสักคน แม้ในระหว่าง 0-1 วินาทีแรกจะฟัง แต่ 9 วินาทีที่เหลือก็จะเริ่มคิดว่า "ฝ่ายนั้นกำลังคิดถึงฉันว่าอย่างไรนะ" หรือบางทีเสียงรบกวนในอดีตก็จะดังสะท้อนก้องไปมาจนบั่นทอนประสาทสัมผัสทั้งห้า ทำให้เรารับรู้ได้ไม่ชัดเจน

ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป
ใน 10 วินาทีความรู้สึกที่แท้จริงหายไป 9 วินาที
ใน 60 นาทีความรุ้สึกที่แท้จริงหายไป 54 นาที
ในไม่ช้าเมื่ออายุมากขึ้นแล้วมองย้อนกลับไปที่อดีต คงจะพบว่า "รู้สึกว่าเวลาหลายปีมานี้ช่างผ่านไปเร็วเกินไปนะ"นั้น ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นไปได้ นอกเสียจากการรับรู้ที่แท้จริงของประสาทสัมผัสทั้งห้าถูกกลบด้วยเสียงรบกวนของความคิดที่สะสมอย่างมากมายตั้งแต่อดีต

ดังนั้นเมื่อเสียงรบกวนเป็นฝ่ายขนะความรู้สึกที่แท้จริงโดยสมบูรณ์ คนเหล่านั้นจึงมองว่าเลอะเลือน ไม่เพียงแต่ข้อมูงในอดีตที่ตกอยู่ภายใต้กาควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบ แต่กับความเป็นจริงใหม่ๆก็รับรู้ไม่ได้ด้วย ดังนั้นเวลาคนเหล่านั้นเห็นหลายชายของตนจึงกลับหลงคิดว่าเป็นลูกชายตนเองไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แก้อะไรไม่ได้เลย

ต้นตอใหญ่ของเรื่องทั้งหมเนี้คือ "การกระตุ้นด้วยความคิดแง่ลบว่าเรื่องจริงที่ปรากฎตรงหน้าธรรมดาเกินไป น่าเบื่อ" ความคิดจึงถูกตั้งโปรแกรมให้ไปทางลบทันทีโดยไม่สนใจอะไรเพื่อให้ได้สิ่งเร้าใหม่ๆมากระทบใจ

"โรคความคิด" คืออาการซึ่งขณะที่ป่วยด้วยการคิดก็ค่อยๆ "ไม่รับรู้" ทีละน้อยโดยไม่รู้สึกตัว จนกลายเป็นการหลงลืมไปพร้อมๆกัน เมื่อรู้เช่นนี้คงอยากห้ามไม่ให้ภายในใจพูดพึมพำเรื่องไร้สาระต่อไปทันทีทันใด ดังนั้นเราจึงเรียกอาการเบื่อเอียนกับสิ่งที่เห็นตรงหน้าและแสวงหาสิ่งเร้าอื่นมาเป็นแรงกระตุ้นใจว่า "ความหลง"

ทั้งๆที่คู่สนทนากำลังพูด แต่ใจกลับล่องลอย เอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมาว่า "เรื่องน่าเบื่อขนาดนี้ไม่สนใจแล้ว" อยากหนี ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรฟังเข้าหูเลย

ความหลง คือกิเลสที่เรียกว่า ความไม่รู้ นั่นเอง


ความไม่รู้ ไม่ใช่ไม่มีการศึกษาหรือหัวไม่ดี แต่หมายถึง การที่ไม่รู้ว่าสติกำลังเคลื่อนไหวอยุ่ในร่างกายของตนอย่างไร หรือความคิดอย่างไรที่กำลังปั่นป่วนวกวนอยู่

พลังงานที่สูญเสียไปในระหว่างการคิด มีผลทำให้ปรพสาทสัมผัสต่างๆทั้วการมองเห็น การได้ยิน และการสัมผัสไม่เฉียบคม เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการคิดโน่นนี่ในสมองมากเกินไป ประสาทสัมผัสทางกายจึงทำงานแบบขอไปที จิตใจและร่างกายจึงไม่ไปในทิศทางเดียวกัน

การคิดทำให้สมองบางส่วนทำงานอย่างหนัก เราจึงจับข้อมูลของร่างกายและจิตใจไม่แม่นยำ จึงยิ่งทำให้ "ไม่รู้" เนื่องจากจับสีหน้าหรือน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของคู่สนทนาไม่ได้ชัดเจน เลยมักจะรู้สึกว่าทำหน้าตาแบบเดิมๆอีกแล้ว หน้าเบื่อจัง

ท้ายที่สุดเรื่องที่คิดอยู่ในหัวก็จะมีแต่ความคิดไร้สาระซ้อนทับกัน ไม่รับรู้เรื่องจริงที่เกิดขึ้น หรือไม่รับรู้แม้กระทั่งการเคลื่อนที่ของสติตนเอง "ความไม่รู้" ทำให้จิตหลบหนีจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงไปสู่ความคิดในสมอง ดังนั้นเมื่อปล่อยให้ พฤติกรรมการคิด ดำเนินต่อไปครั้งหนึ่ง พฤติกรรมที่คิดมากก็นำไปสู่นิสัยที่จมอยู่กับความคิดได้ง่าย แม้จะไม่ใช่เวลาที่ควรคิด ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็หลีกเลี่ยงการจมอยู่กับความคิดไม่ได้