วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

บทสวดมนต์พื้นฐาน

หัวข้อนี้อยากแนะนำบทสวดมนต์พื้นฐานเบื้องต้นสำหรับคนที่อยากสวดมนต์ แต่ไม่รู้ว่าจะเริ่มอย่างไรดีนะคะ เลยอยากแนะนำบทสวดมนต์ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ให้ค่ะ เป็นบทสั้นๆง่ายๆโดยใช้เวลาเพียงสิบนาทีเท่านั้น สวดได้ทุกวันเวลาไหนก็ได้ ลายคนอาจสงสัยทำไมถึงต้องสวดมนต์ ได้ประโยชน์อย่างไร ขอยกเอาคำพูดของพระอาจารย์อัครเดช ญาณเตโช ว่าดังนี้ 

"ร่างกายมีความจำเป็นต้องได้รับการอาบน้ำชำระล้างสิ่งสกปรกออกฉันใด แม้จิตใจก็มีความจำเป็นต้องชำระให้ผ่องแผ้วฉันนั้น แต่ความยุ่งยากในการทำความสะอาดจิตใจคือเราไม่สามารถจะใช้น้ำหรือสิ่งใดๆในโลกมาล้างใจให้สะอาดได้ ยกเว้น พุทธธรรม ที่เกิดขึ้นในใจของผู้นั้น ทั้งนี้ที่ใจเป็นสิ่งที่เห็นได้โดยยากประการหนึ่ง ประการที่สองใจไม่ค่อยยอมอยู่นิ่งๆ ชอบเที่ยวชอบคิดตลอดเวลา ประการที่สามใจมักจะหลงพอใจในอารมณ์ที่น่าชอบใจ จึงมักนำความเดือดร้อนใจมาสู่ตนเองเสมอ

วิธีสร้างพุทธธรรมให้เกิดขึ้นในดวงใจ มีวิธีง่ายๆคือการสวดท่องหรือสวดหัวข้อธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งเราเรียกว่าสวดพุทธมนต์หรือเรียกสั้นๆว่าสวดมนต์ ดังนั้นนับแต่สมัยก่อนเราจึงนิยมสวดมนต์มีการทำวัตรเช้าและเย็นตลอดมา"

โดยบทสวดมนต์นี้ต้องขอบคุณหนังสือและคำแนะนำจากพี่หนิง ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ค่ะ ทุกตัวอักษรพิมพ์อย่างตั้งใจ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจค่ะ 


อย่างแรกต้องสมาทานศีลห้าก่อนสวดบทอื่นใด สวดด้วยเสียงที่ดังมีพลังและการกราบไหว้พระให้กราบไหว้ด้วยสติพิจารณาตาม ตั้งแต่พนมมือ ก้มหน้าลงและหน้าผากแตะพื้น เจริญสติตามไป ทำให้ละเอียด

บทสมาทานศีลห้า
:: คำบูชาพระ ::
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ (สวดหลายคนลงท้าย มะ)
อิมินา สักกาเรนะ ธัมธัง อะภิปูชะยามิ
อิมินา สักกาเรนะ พุทธัง อะภิปูชะยามิ

คำนมัสการพระรัตนตรัย
อะระหัง สัมมา สัมพุธโธ ภะคะวา พุทธังภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ) 
สะวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ) 
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ (กราบ)

คำอาราธนาศีล ๕
อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนะถายะ (สวดหลายคนเปลี่ยน อะหัง เป็น มะยัง) 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ทุติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ
ตะติยัมปิ อะหังภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ 
ติสะระเณนะสะหะ ปัญจะ สีลานิยาจามะ

คำนมัสการพระพุทธเจ้า
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุธธัสสะ (๓ จบ)

ไตรสรณคมณ์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

ศีล ๕
ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฎฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

คำขอขมาพระรัตนตรัย
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ขะมามิ ภันเต
หากข้าพระพุทธเจ้า ได้เคยประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกินต่อพระรัตนตรัย อันมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรมและพระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย ในชาติก่อนก็ดี ชาตินี้ก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ด้วยเจตนาก็ดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดี ขอองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ พระธรรม พระอริยะสงฆ์ทั้งหลาย และผู้มีพระคุณทุกท่านได้โปรดงดเว้นโทษให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพานด้วยเทอญ

(หลังจบบทนี้ ใครอยากสวดมนต์บทอื่นๆให้สวดต่อท้ายบทนี้)

คำแผ่เมตตาให้แก่ตนเอง
(การแผ่เมตตาให้ใคร ต้องให้ตนเองก่อน เมื่อเรามีบุญจึงให้คนอื่นได้ค่ะ)
อะหัง สุขิโตโหมิ             ขอให้ข้าพเจ้าจงมีความสุข
อะหัง นิททุกโข โหมิ        ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากทุกข์
อะหัง อะเวโร โหมิ          ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากเวร
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ   ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากความลำบาก
อะหัง อะนีโฆ โหมิ          ขอให้ข้าพเจ้าจงปราศจากอุปสรรค
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ   จงรักษาตนให้มีความสุขตลอดกาลนานเทอญ

คำแผ่เมตตาให้แก่ผู้อื่น
สัพเพ สัตตา   สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย
อัพยาปัชชา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย
อะนีฆา โหนตุ     จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขีอัตตานัง ปะริหะรันตุ     จงมีความสุขกายสุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ สะมาทิยามิ (๓ จบ)
ขอให้ปัญญาทางธรรมจงเกิดแก่ข้าพเจ้า

(พอจบสมาทานศีลก็เข้านอนได้เลยหรือหากใครอยากนั่งสมาธิต่อให้ขอพระกรรมฐานก่อนแล้วจึงนั่งสมาธิ)

คำสมาทานขอกองพระกรรมฐาน
(สวดบทนี้ต่อเลยหลังจากสมาทานศีลแล้วจึงนั่งสมาธิ) ตามแนวหลวงปู่กบ วัดเขาสาลิกา หลวงปู่โอภาสีและหลวงพ่อปรีชา

กราบพระ (ตั้ง นะโม ๓ จบ)
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้บูชา พระพุทธโธ พระธัมโม พระสังโฆ เป็นที่พึ่งที่ระลึกของข้าพเจ้า (๓ จบ)

บูชาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ดอกไม้ธูปเทียนชวาลา (ถ้าไม่มีดอกไม้ธูปเทียนให้ตัดคำว่า ดอกไม้ธูปเทียนชวาลาออก)
รูปนามและชีวิต พร้อมไปด้วยการปฏิบัติ ทั้งภายในและภายนอก ขอบูชาแก่ พระโพธิญาณ พระพุทธัง พระธรรมมัง พระสังฆัง ขอให้พระแม่ธรณีจงมาเป็นทิพญาณ ให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิดนะพระเจ้าข้า

อาราธนาพระ
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขออุปจาระวิถี พระอัปปนาระวิถี พระสมาธิโลกุตระ พระธรรมเจ้า ข้าพเจ้าจะขอน้อมเข้าในห้องพระขุทธกาปิติเจ้า พระขณิกาปิติเจ้า พระโอกันติกาปิติเจ้า พระอุเพ็งคาปิติเจ้า พระผรณาปิติเจ้า อันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้าที่ล่วงเข้าสู่นิพพานไปแล้วมากกว่าเม็ดทรายในท้องมหาสมุทรทั้ง ๔ ตันติพระเพณี อันบังเกิดแก่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกกะโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้าทั้งหลาย มีฉันท์ใดๆก็ดี ขอพระธรรมเจ้าจงมาบังเกิดให้กว้างขวางในขันธ์ทั้ง ๕ แห่งข้าพเจ้าในกาลบัดเดี๋ยวนี้

พระพุทธคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระธรรมคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ
พระสังฆคุณนัง ข้าพเจ้าจะขอถวายชีวิตตัง ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ

วิรัติศีล
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอถือสัตย์รับศีลแก่พระโพธิญาณ จะขอรับเอาพระสมาธิมาเป็นธงชัย จะระลึกถึงพระพายมาเป็นอารมณ์ กายอย่างหนึ่ง วาจาอย่างหนึ่ง มะโนอย่างหนึ่ง จะไม่ให้เป็นกรรมแก่สัตย์และมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยข้าพเจ้าจะไม่นิยมไปด้วยมูตรและคูตสัมผัสถูกต้องรูปเสียงกลิ่นรส โภชนาอาหาร น้ำฉันและน้ำชา พระให้พิจารณาเป็นของเปื่อยเน่าไปทั้งสิ้น เครื่องไม่จีรังนี้ เป็นของพญามัจจุราช ที่ได้หล่อหลอมรูปมา ตั้งแต่อเนกชาติรูปนี้แตกดับไป จะขอวางซากอะสุภะนี้ไว้เหนือพื้นปฐพี ส่วนนามธรรมของพระนี้ ขอให้พระแม่ะรณีจงมาช่วยแบกหาม อุดหนุนค้ำจุน ข้ามส่งองค์พระพาย จะเสด็จเข้าไปในโลกใหญ่ ขอให้เป็นสุขในห้องพระนิพพาน

เสี่ยงพระบารมี
อุกาสะ อุกาสะ ข้าพเจ้าจะขอเสี่ยงนะพระบารมี ขอให้แม่พระธรณี นำเอาบารมี ๓๐ ทัศ ของข้าพเจ้า ข้ามส่งให้ถึงหนทางพระนิพพาน ที่ทำการของพระในครั้งนี้

(หลังจากขึ้นกองกรรมฐานแล้ว นั่งสมาธิต่อได้เลย เมื่อถอนสมาธิแล้วให้กรวดน้ำ โดยไม่ใช้น้ำจริง เราจะใช้น้ำจริงตอนที่ถวายของที่พระสงฆ์ฉันได้ โดยการกรวดน้ำแบบนี้เรียกว่าการกรวดน้ำแห้ง เป็นบทกรวดน้ำใหญ่ ดังนี้)

บทกรวดน้ำแห้ง 
พระจัตตุโลก พระยมกทั้งสี่ ขอส่งน้ำอุทิศนี้ เข้าไปยังลังกาทวีป ในห้องพระสมาธิ เป็นที่ประชุมการใหญ่ของแม่พระธรณี ขอแม่พระธรณีจงมาเป็นทิพย์ญาณ เป็นผู้ว่าการในโลกอุดร ขอให้แม่พระธรณีจงนำเอากุศลผลบุญของข้าพเจ้า ที่ได้กระทำในครั้งนี้ นำส่งให้แก่ข้าพเจ้าในการบัดเดี๋ยวนี้
พุทธังอนันตัง ธัมมังจักรวาลัง สังฆังนิพพานัง ข้าพเจ้าขอแผ่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้แก่สรรสัตว์ที่มี ดิน น้ำ ลม ไฟ และขอถวายเป็นปฏิบัติบูชา แด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระอริยะเจ้า พระอริยะสงฆ์ และพระปัจเจกโพธิเจ้า พระอรหันตาเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ บิดา มารดา ตระกูลพ่อ ตระกูลแม่ ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง ตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ญาติพี่น้องทั้งหลาย เพื่อสนิทมิตรสหายทั้งหลาย จงนำและได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำในครั้งนี้ ขอให้บุคคลที่ข้าพเจ้าได้ล่วงเกินด้วยกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี ที่ตั้งใจก็ดี ไม่ตั้งใจก็ดี ทั้งในภพนี้และในภพที่เคยผ่านมา จงได้รับส่วนบุญส่วนกุศลที่ข้าพเจ้าได้พึงกระทำ เมื่อได้รับอานิสงส์แล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ปลดปล่อยกรรม ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ให้แก่ข้าพเจ้าพร้อมทั้งครอบครัวข้าพเจ้าทั้งตระกูลปู่ ตระกูลย่า ตระกูลตา ตระกูลยาย ตระกูลพี่ ตระกูลน้อง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระราชาพระมหากษัติย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ที่สืบสานพระศาสนาตั้งแต่พุทธกาลจนถึงปัจจุบัน มีพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าอโศกมหาราช พระราชามหากษัตริย์ไทย มีพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวีรกษัตริย์ทุกๆพระองค์ อันได้แก่สมเด้จพระพี่นางสุพรรณกัลยา เป็นต้น
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้จตุสดมภ์ทั้งสี่ ขุนเวียง ขุนวัง ขุนคลัง ขุนนา ท่านแม่ทัพนายกอง หัวหมู่ขุนพล ทหารหาญทั้งหลาย ข้าทาสบริวาร ครูหมัด ครูมวย ครูหอก ครูดาบ ครูศาสตราวุธ ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ทุกกรมกอง
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พระแม่ธรณี แม่พระคงคงามหาสมุทร แม่พระโพสพ แม่พระเพลิง แม่พระพาย เจ้าทะเล เจ้าบาดาล เจ้าพิภพ
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้สุริยจักรวาล มีพระอาทิตย์ พระจันทร์ 
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัตตะโลหะ นวโลหะ รัตนะชาติ แร่ธาตุทั้งหลาย ช้างศึก ม้าศึก ช้างเสบียง ม้าเสบียงทั้งหลาย วัวควายทั้งหลาย หมูเห็ด เป็ดไก่ กุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งสัตว์น้ำจืดน้ำเค็มและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำทั้งหลาย สัตว์ปีกทั้งหลาย สัตว์ปีนป่ายทั้งหลาย สัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย สัตวืในไข่ทั้งหลาย สัตวืในครรภ์ทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเข่นฆ่าก็ดี บริโภคก็ดี อยู่ในเนื้อ อยู่ในหนัง อยู่ในกระดูก อยู่ในตับ ไต ไส้ พุง อยู่ในทั้งหมดอาการ ๓๒ ของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ สัมมาอาชีพและปัจจัยสี่ของข้าพเจ้าที่ได้มีกินมีใช้ ขอให้สัมมาอาชีพจงได้รับอานิสสงส์ผลบุญนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้พยัญชนะ ตัวอักษรทุกภาษาในโลกนี้ เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด จงมีส่วนในบุญของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ทรัพย์ของแผ่นดิน ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ดวงจิตดวงวิญญาณทั้งหลายที่เคยจะเกิดมาเป็นลูกเป็นหลานแล้วไม่ได้เกิด จงได้รับในบุญกุศลและงดเว้นจากการจองเวร
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ดวงจิตของข้าพเจ้าที่เคยตกหล่นเป็นกรรมอยู่ในนรกภูมิที่อยู่ทุกๆขุมนรกจงหลุดพ้นจากอุปกรรม วิบากกรรม เคราะห์กรรม ด้วยกุศลในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ เชื้อโรค เชื้อรา เชื้อร้าย เชื้อมะเร็งท้งหลาย เชื้อไวรัสทั้งหลาย จงมีส่วนได้รับในบุญกุศลนี้ และดรคร้ายขออย่าพึงมี อย่าได้เกิดกับลูกหลานข้าพเจ้า จงหยุดที่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ตั้งแต่นรกภูมิ อบายภูมิ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย อสูรกายทั้งหลาย ทั้ง ๑๖ ชั้นฟ้า ๑๕ ชั้นดิน นรกทุกชั้น นรกทุกขุม ทุกภูมิ สัมเวสีทั้งหลาย ทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกล ที่รู้จักก็ดี ที่ไม่รู้จักก็ดี ที่เอ่ยถึงก็ดีและไม่เอ่ยถึงก็ดี ที่ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว ทั้งที่มีกายและไม่มีกาย ทั้งที่มีธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟและไม่มีธาตุ จงรับเอาส่วนกุศลได้กระทำในครั้งนี้
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ พญาครุฑ พญานาค พญาอนันตนาคราช พญางู พญาเงือก พญาหนุมาน พญาเสือ พญาสิงห์ พญาเต้า พญาจระเข้ พญาปลาไหล พญาตะขาบ พญาแมงป่อง ปู่ฤาษีทั้ง ๑๐๘ พระองค์ ปู่อินตา ครูยา หมอยา เจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าทุ่ง เจ้าท่า เจ้าที่ที่บ้าน เจ้าที่ที่ทำงาน รุกขเทวดา นางไม้ทั้งหลาย
ข้าพเจ้าขอนำส่งให้ ธนบัตร ทุกสกุลเงินตราของโลกนี้ ที่เป็นทรัพย์ภายนอก จงได้รับในกุศลผลบุญของข้าพเจ้า
กรรมใดก็ดี ที่ข้าพเจ้าเคยมีกรรมต่อทรัพย์ของแผ่นดิน คนของแผ่นดิน ทำผิดเป็นถูก ทำถูกเป็นผิด และกรรมใดที่ข้าพเจ้าเคยสร้างกรรมกับผู้ใดไว้  ไม่ว่าอดีตชาติหรือปัจจุบันชาติ ไม่ว่ามนุษย์และสัตว์ ข้าพเจ้าขอให้ท่านทั้งหลาย ที่ข้าพเจ้าเคยสร้างเวรสร้างกรรมต่อท่าน จงได้รับอานิสสงส์ผลบุญของข้าพเจ้า เมื่อได้รับผลบุญของข้าพเจ้าแล้ว จงปลดปล่อยกรรม ปลดเปลื้องกรรม งดเว้นการจองเวรและขอดวงจิตที่เกิดในภพนี้ ชาตินี้ได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง ด้วยกุศลในคราวครั้งนี้ด้วยเทอญ

...

ที่มา: หนังสือการสวดมนต์ที่ถูกต้อง ชีวิตเปลี่ยนทุกคน
เขียนโดย: ณัฐภูเบศร์ เมธีรัตน์วรากร 

-ตอนแรกที่เขียนบทความนี้เสร็จ ไม่สามารถโพสได้เลย แก้ไขอยู่นาน ไม่ว่าจะรีเฟรชกี่ครั้งก็ไม่ได้ ทันใดนั้นคิดได้ เลยลองตั้งจิตอธิษฐานขออนุญาติว่า เราตั้งใจดี อยากแนะนำบทสวดมนต์นี้ให้แก่คนที่สนใจจริงๆ และขออานิสสงส์ผลบุญนี้จงเกิดแก่ทั้งพี่หนิงผู้ที่ให้หนังสือข้าพเจ้ามาและครูบาอาจารย์เจ้าของบทสวดทุกท่าน คือเท่านั้นจริงๆ ก็มีเสียง ตู้ด! ดังในคอมและก็โพสได้เลย... สาธุ สาธุ สาธุ (เป็นความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ)-

วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

การสวดมนต์ก็ทำให้บรรลุหลุดพ้นได้


วิมุตตายตนสูตร 

การที่เราทั้งหลายมีการทำวัตรและเจริญพระพุทธมนต์ที่ปฏิบัติกันอยู่ทุกวันนี้ บางคนอาจจะคิดว่าเป็นการเสียเวลา บางคนก็อาจคิดว่าอันนี้ไม่ใช่วิปัสสนา เป็นสมถะอะไรทำนองนี้ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะว่าการไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์ ที่เราทั้งหลายทำกันอยู่ทุกวันนี้ ก็เป็นกรรมฐานชนิดหนึ่ง เรียกว่า "การเจริญพระกรรมฐานหมู่"

การเจริญพระกรรมฐานหมู่ คือการเจริญร่วมกันหลายๆรูป และการไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์นี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ได้บรรลุสมาธิสมบัติ มรรคผล พระนิพพานได้เหมือนกัน ดังมีคำกล่าวไว้ใน วิมุตตายตนสูตร ซึ่งปรารภเหตุที่บุคคลจะได้บรรลุสามัญญผลนั้นไว้ ๕ ประการคือ 
๑. บรรลุในขณะที่ฟังธรรม 
๒. บรรลุในขณะที่แสดงธรรม 
๓. บรรลุในขณะที่สาธยายธรรม 
๔. บรรลุในขณะที่พิจารณาธรรม 
๕. บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิ 

๑. บรรลุในขณะที่ฟังธรรม หมายความคือการฟังธรรมนั้น ถ้าเราฟังอย่างตั้งใจจริงและส่งใจไปตามพระธรรมเทศนาที่ท่านแสดงและใคร่ครวญไตร่ตรองพิจารณาสาระที่ท่านแสดงให้ดี ก็สามารถที่จะได้บรรลุสามัญญผลเหมือนกัน คือในขณะที่เราส่งใจไปตามกระแสพระธรรมเทศนาไม่เผลอในขณะนั้น เป็นสมาธิติดต่อกันตั้งแต่ขั้นขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิตามลำดับ ในขณะที่จิตใจเป็นสมาธิ จะเป็นขณิกสมาธิหรืออุปจารสมาธิก็ตาม ในขณะนั้นนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการเกิดขึ้นในจิตในใจของเราไม่ได้ จิตใจของเราก็บริสุทธิ์ผ่องใสเกิดความปีติ ความอิ่มใจดีใจความตื้นตันใจ เมื่อปีติเกิดแล้วก็เป็นเหตุใหจิตใจสงบ เมื่อจิตใจสงบก็เป็นเหตุให้เกิดความสุข เมื่อความสุขเกิดขึ้นมาแล้วก็เป็นเหตุให้เกิดอุเบกขาความวางเฉยในรูปนาม หลังจากนั้นสมาธิก็จะก่อตัวขึ้นตามลำดับ เป็นสมาธิที่หนักแน่นเรียกว่า สมาหิโต จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิดีแล้ว ก็ปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการ เมื่อปราศจากนิวรณ์ทั้ง ๕ ประการแล้ว ปริสุทโธ จิตของเราก็บริสุทธิ์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วก็จะเกิดปัญญา มีสติปัญญาในการพิจารณาเนื้อหาที่ท่านแสดงเรียกว่า กัมมนิโยคือจิตควรแก่การงาน ไตร่ตรองจนเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงนั้นเป็นไตรลักษณ์ คือความไม่เที่ยง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อนั้นก็จะเป็นเหตุให้เกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในรูปในนาม เมื่อเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายแล้ว จิตก็จะคลายกำหนัด เมื่อขาดความกำหนัดยินดี ก็หลุดพ้น หมดจดสะอาดและผ่องใส ได้บรรลุมรรคผล พระนิพพาน อย่างนี้เรียกว่าบรรลุในขณะที่ฟังธรรม 

๒. บรรลุในขณะที่แสดงธรรม คือเราเองเป็นผู้แสดงธรรม ก็สามารถเป็นผู้บรรลุสามัญญผลได้เหมือนกัน หมายความว่าเราตั้งใจแสดงธรรมจริงๆและหวังให้เกิดประโยชน์โสตถิผลแก่ผู้ฟังจริงๆ ในขณะที่เราแสดงธรรมนั้นเราก็ส่งจิตไปตามกระแสธรรมเทศนาที่เราเป็นผู้แสดงเอง จะเห็นว่าแม้แต่ผลอย่างน้อยๆก็เกิดให้เราเห็นอยู่ทุกขณะ หลายคนที่เคยแสดงธรรมมาแล้วก็คงจะรู้ บางทีเราเทศน์ไปๆ เกิดปีติขนลุกชูชันขึ้นมาก็มี บางทีก็เยือกเย็นไปทั่วร่างกาย บางทีก็ทำให้กายเบาขึ้นมา บางทีก็เกิดน้ำตาไหล อันนี้เรียกว่าเกิดปีติขึ้นมา ทั้งเราเองเป็นผู้แสดงก็เกิดด้วย เมื่อเกิดปีติแล้วก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยส่งต่อกันตามลำดับ จนถึงมรรคผลพระนิพพาน คือในขณะที่เราแสดงธรรมอยู่นั้น เราแสดงไปด้วยพิจารณาไปด้วย ส่งจิตไปตามเนื้อหาสาระที่เราแสดง เมื่อเป็นเช่นนี้ก็จะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดปีติความเบิกบานใจ เมื่อปีติเกิดก็เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิ สมาธิก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นมาก็จะพิจารณารูปนามสังขารทั้งหลายให้เห็นว่าตั้งอยู่ในกฎของไตรลักษณ์ คืออนิจจัง ไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วดับไป ทุกขัง ทนอยู่ไม่ได้เกิดขึ้นมาแล้วดับไป อนัตตา บังคับไม่ได้ เกิดขึ้นมาแล้วดับไปเมื่อเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา อย่างนี้แล้วก็จะเกิดนิพพิทา ความเบื่อหน่ายในรูปในนาม ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่าย ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจิตก็หลุดพ้นเมื่อหลุดพ้น จิตก็บริสุทธิ์ สะอาด สงบเย็น บรรลุถึงพระนิพพานนี้เรียกว่าบรรลุในขณะที่แสดงธรรม 

๓. บรรลุในขณะที่สาธยายธรรม คือการสาธยายธรรม ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุสามัญญผลเหมือนกัน เช่นที่เราทั้งหลายพากันไหว้พระทำวัตรเจริญพระพุทธมนต์อยู่ขณะนี้ เป็นภาษาบาลีบ้าง แปลเป็นภาษาไทยบ้าง ก็เป็นเหตุให้บรรลุสามัญญผลได้เหมือนกัน ยิ่งเป็นการสาธยายธรรมตอนทำวัตรเช้า เราสวด พุทโธไปตามลำดับ ธรรมที่สวดมีความหมายเป็นอนัตตาดังนี้ เราสาธยายไปๆสวดไปๆ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดปีติขึ้นมาตามลำดับ บางคนในขณะที่ปฏิบัติอยู่นี้ ไม่มีโอกาสที่จะทำวัตรเช้ากับพระสงฆ์สามเณรที่เรียนปริยัติ พอดีหลังจากปิดการปฏิบัติก็มาทำวัตรรวมกัน เมื่อมาทำวัตรรวมกันเท่านั้น เมื่อทำมาถึง รูปัง อนิจจัง เวทนา อนิจจานี้ ทำไม่ได้เลย เกิดปีติตื้นตันใจ มีแต่น้ำตาไหลอยู่ตลอดเวลา หรือบางทีเวลาออกมาจากปฏิบัติกรรมฐานใหม่ มาเห็นญาติโยมที่มาถวายภัตตาหารเช้าสวดทำวัตรเช้า ก็สวด พุทโธ สุสุทโธ ไป พอถึง รูปัง อนิจจัง เท่านั้น ฉันภัตตาหารไม่ได้ หรือบางทีขึ้นบทต้นว่า พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณาดุจห้วงมหรรณพ เท่านั้นแหละ ตื้นตันใจ ฉันภัตตหารไม่ได้ มีแต่น้ำตาไหลอยู่ นี้แหละท่านทั้งหลาย การที่สาธยายธรรมนี้ ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุอริยมรรคอริยผลได้เหมือนกัน คือเมื่อเราสาธยายธรรมไปๆ หรือว่าสวดมนต์ไป เจริญพระพุทธมนต์ไป เราสวดเราสาธยายด้วยใจด้วยสติปัญญา ไม่ใช่ว่าแต่ปาก เมื่อใดที่เราสาธยายธรรมด้วยใจ ด้วยสติปัญญาไปตามลำดับ ก็จะเป็นเหตุให้เกิดปีติ ความปราโมทย์อิ่มใจเบิกบานใจ ตื้นตันใจ เมื่อปีติเกิดแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดสมาธิที่เรียกว่า สมาหิโต คือมีสมาธิก่อตัวหนักแน่นขึ้น เมื่อสมาธิก่อตัวหนักแน่นเป็นอธิจิตตสิกขาแล้ว หลังจากนั้นจิตใจก็จะสงบระงับจากนิวรณ์ธรรมทั้ง ๕ เมื่อนิวรณ์ธรรมสงบลงไป ไม่สามารถเกิดขึ้นมาครอบงำจิตใจของเราได้ จิตใจก็เป็นอิสระ เมื่อจิตใจเป็นอิสระ ก็มีความคล่องแคล่วว่องไวไหวพริบในการพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม เรียกว่า กัมมนิโย จิตว่องไวในการพิจารณา เมื่อจิตมีความว่องไวไหวพริบในการใช้ปัญญาพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมแล้ว ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงรู้สภาวะตามความเป็นจริงของธรรม เมื่อรู้สภาวะตามความเป็นจริงของธรรมแล้ว ก็จะเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายทั้งปวง เมื่อเบื่อหน่ายก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัด ก็เป็นเหตุให้ถึงวิมุตติความหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นจิตใจก็เป็นวิสุทธิ สะอาดหมดจดจากสังกิเลสธรรมทั้งหลายทั้งปวง เมื่อจิตสะอาดหมดจด ก็เป็นปัจจัยให้ถึงสันติ ความสงบ เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้บรรลุพระนิพพาน นี้เรียกว่า บรรลุขณะที่กำลังสาธยายธรรม 

๔. บรรลุขณะที่ตริตรองพิจารณาธรรม ซึ่งเรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ หมายความว่าเราทั้งหลายได้ฟังธรรมแล้วก็น้อมนำเอาธรรมนั้นไปพิจารณาไตร่ตรองดูว่าธรรมที่ท่านกล่าวมานั้นจริงหรือไม่ท่านกล่าวว่ารูปนามขันธ์ ๕ นี้เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นจริงหรือไม่ ท่านบอกว่าอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์สมุทัยนิโรธมรรคก็อยู่ที่ร่างกายนี้การปฏิบัติอริยมรรคมีองค์ ๘ ประการ ซึ่งเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เห็นอริยสัจ ๔ ก็อยู่ที่ร่างกายนี้เป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ เราก็พิจารณาไปๆ ตามลำดับ เมื่อไตร่ตรองพิจารณาค้นคว้าธรรมที่ได้ฟังมา ก็เป็นเหตุให้เข้าใจแจ่มแจ้งขึ้น ทำให้เกิดปีติความอิ่มใจดีใจเบิกบานใจเกิดความปราโมทย์ ความตื้นตันใจว่าเป็นจริงตามที่ครูอาจารย์ท่านเทศน์จริงๆ รูปนามขันธ์ ๕ นี้ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จริงๆ อริยสัจ ๔ ก็อยู่ในนี้จริงๆ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็อยู่ในนี้จริง เมื่อเกิดปีติแล้ว ก็เป็นเหตุให้เกิดสมาธิที่เรียกว่า สมาหิโต จิตก่อตัวตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้วก็ปราศจากนิวรณ์ธรรม ๕ คือ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา เมื่อสมาธิตั้งมั่นหนักแน่นแล้ว จิตก็เป็นอิสระ ทำให้เกิดความคล่องแคล่วว่องไวในการใช้ปัญญาพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมตามที่เราได้ยินได้ฟังมา เมื่อพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม จนรู้จักสภาวธรรมตามความเป็นจริงว่าธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นรูปธรรมก็ดี เป็นนามธรรมก็ดี ก็เป็นอนัตตา บังคับบัญชาไม่ได้เลย ไม่เป็นไปตามความต้องการ เช่นสมมติว่า เราจะบังคับร่างกายนี้ อย่าได้เหี่ยวย่น ขอจงมีความสุขความสบายอยู่อย่างนี้ตลอดไปก็ไม่เป็นไปตามความปรารถนา รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอนัตตาจริงๆ เราพิจารณาไปถึงบรรดาสังขารทั้งหลายทั้งปวง ทั้งที่มีใจครองและไม่มีใจครอง เราก็จะเห็นสังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนิจจังไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาแล้วดับไป ทุกขังทนไม่ได้ เกิดขึ้นมาแล้วดับไป เมื่อเห็นรูปนามขันธ์ ๕ เป็นอนิจจังเป็นทุกขัง เป็นอนัตตา ด้วยปัญญาเช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายไม่ยึดมั่นถือมั่นในสังขารทั้งหลายทั้งปวงด้วยอำนาจอุปาทานใดๆ เมื่อเกิดนิพพิทาความเบื่อหน่ายแล้ว ก็คลายกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดแล้ว จิตก็จะหลุดพ้นจากรูปนาม จากสังขารทั้งหลายทั้งปวงเมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็เป็นวิสุทธิถึงความบริสุทธิ์ เมื่อจิตบริสุทธิ์แล้วก็ถึงสันติคือพระนิพพาน จิตใจก็จะสงบด้วยอำนาจอริยมรรคบ้างด้วยอำนาจอริยผลบ้าง ก็เป็นอันว่าถ้าบรรลุด้วยวิธีนี้ เรียกว่าบรรลุด้วยการตริตรองพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรม ผู้บรรลุโดยวิธีนี้ในครั้งพุทธกาลมีมาก 

๕. บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิ หมายความว่า ได้แก่การที่เราทั้งหลายตั้งใจเจริญพระกรรมฐาน เหมือนดังท่านทั้งหลายที่เจริญอยู่นี้แหละ เราเจริญพระกรรมฐานอยู่นี้ ด้วยการเดินจงกรมด้วยการนั่งสมาธิอันนี้เราฝึกให้จิตใจของเรามีสมาธิ ฝึกให้ใจตั้งมั่น ฝึกสติสัมปชัญญะให้มีกำลัง เมื่อใดจิตใจมีกำลังมีสติสัมปชัญญะ มีสมาธิ สมาธิก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัญญา เมื่อปัญญาเกิดขึ้นมาแล้ว ก็สามารถแทงตลอดอริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค พร้อมทั้ง ไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็สามารถบรรลุอริยมรรคอริยผล ด้วยอำนาจของสมาธิด้วยกำลังของสมาธิคือสมาธิเป็นพื้นฐาน นี่แหละท่านนักปฏิบัติธรรมทั้งหลาย เป็นอันสรุปได้ว่าการที่จะบรรลุอริยมรรคอริยผล หรือว่าการที่จะบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี หรือพระอรหันต์ บรรลุได้ด้วยลักษณะ ๕ ประการอย่างใดอย่างหนึ่ง คือได้บรรลุในขณะที่ฟังธรรมบ้าง บรรลุในขณะที่แสดงธรรมบ้าง บรรลุในขณะที่สาธยายธรรมบ้าง บรรลุด้วยการตริตรองพิจารณาเนื้อหาสาระของธรรมบ้าง บรรลุด้วยอำนาจของสมาธิบ้าง อันนี้ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวไว้ใน วิมุตตายตนสูตร 


"หนทางแห่งพุทธะ คือทางสายกลางอันเบิกบาน ให้อยุ่กับคืนวันและปัจจุบันอย่างตื่นรู้"



วันอังคารที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2558

ชีวิตงามตามธรรมชาติ


พอมีเวลาว่างก็มานั่งคิดทบทวน ชีวิตเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เรื่องราวชีวิตให้เอามาเขียนนิยายน้ำเน่าคงได้หลายเล่มทีเดียว...

เมื่อก่อนสมัยเด็กตั้งแต่จำความได้ ครอบครัวเราอาศัยอยู่ในบ้านเช่าไม้เก่าๆเล็กๆ พ่อแม่เป็นครู เริ่มชีวิตมาจากไม่มีอะไรเลย เคยทำสวนเคยรับส่งขายหนังสือเรียน ขยันทำงานสู้กันมา แต่เรายังเด็กยังไม่เห็นความลำบากของพ่อแม่ แต่ก็ช่วยงานบ้านทุกอย่าง คลุกคลีอยู่กับธรรมชาติ เล่นดินเล่นทราย ความรู้สึกตอนนั้นมีความสุขนะ และสนุกสนานกับการอยู่กับธรรมชาติ พอครอบครัวเริ่มมีฐานะ พ่อเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน แม่เป็นอาจารย์สามระดับสูงขึ้น มีรถ ซื้อบ้านใหม่เป็นของตัวเอง เริ่มมีหน้าตาทางสังคม รายได้หลักก็มาจากพ่อแม่ ส่งให้เรียนหนังสือ ย้ายโรงเรียนประถมถึงสามครั้ง เพื่อเข้าโรงเรียนดังและมีชื่อในจังหวัด สมัยประถมเราเรียนจนได้รับโควต้าให้เข้ามัธยมฟรีของโรงเรียนประจำจังหวัด มัธยมชีวิตมีแต่เรียนหนังสือ เรียนพิเศษ ไม่ใช่เด็กกิจกรรมแทบไม่ได้ร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆเลย เพราะเราบ้านอยู่ไกลตัวเมือง ต้องตื่นนอนแต่ตีห้าทุกวันเพื่อไปรอรถทัวร์นั่งไปเรียนในตัวจังหวัด เลิกเรียนก็รีบกลับบ้าน กลับมาถึงทำการบ้านทำงานบ้าน ไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหน ชีวิตอยู่กับกฏเกณฑ์ที่บ้านมาตั้งแต่เล็กจนโต ทำทุกอย่างให้ได้ดั่งใจพ่อกับแม่ อยากได้อะไรต้องแลกมาด้วยเกรดเฉลี่ย จนมัธยมต้นทำเกรดเข้าห้องเด็กความสามารถ Super King ชื่อขำไหมล่ะ นอกจากมีห้อง King แล้ว เหนือ King ก็คือห้อง Super King ชีวิตช่วงนั้นจำได้ดีว่าเครียดและกดดันมาก ไม่กล้ามีแฟน ไม่กล้าทำอะไรที่พ่อแม่ไม่อนุญาต

มาถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต หลังจบมัธยมเป็นความกดดันของเด็กทุกคนที่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยให้ได้ และแน่นอนเรารู้ตัวเองว่าเราชอบอะไร เราชอบศิลปะ ชอบธรรมชาติ ชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยว ชอบสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ตัวเองเรียนทุกวันนี้เลย รู้ตัวมาตลอด แต่ที่เรียนวิทย์คณิต เพื่อพ่อแม่เขาอยากให้เรียน และวันนั้นก็มาถึงคือวันที่พ่อกับแม่อยากให้เรียนหมอ แน่นอน จะมีอะไรไปได้สำหรับเด็กห้อง King นอกจากสายแพทย์ เราเข้าใจดีว่าพ่อแม่อยากให้ลูกมีอาชีพที่มั่นคง มีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตาเหมือนพ่อกับแม่ เราคิดอยู่หลายวัน จนในที่สุดตัดสินใจลงคณะที่เรารู้ข้อมูลมาว่าได้ท่องเที่ยว ได้ทำในสิ่งที่เราชอบและเงินเดือนเยอะกว่าหมอ ตอนเลือกคณะให้พ่อกับแม่ดูเราก็เลือกที่ตามใจท่านแต่เอาเข้าจริงๆก่อนประกาศผลหนึ่งวันเราแอบเปลี่ยนเป็นคณะที่เราอยากจะเข้า...พอวันประกาศผล เราได้คณะที่เราอยากจะเข้า คือคณะวิทยาศาสตร์สาขาธรณีวิทยา ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ่อกับแม่ก็ช็อคไปตามๆกัน นี่มันคณะอะไรกัน!

ในที่สุดเราก็ได้มาเรียนที่กรุงเทพ เด็กบ้านนอกเข้ากรุงใหม่ๆไม่รู้จักใครเลยไม่มีญาตไม่มีเพื่อน พ่อแม่ขับรถมาส่งมอบตัวก็ไม่ค่อยพอใจนักแต่ก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว เข้ามาอยู่กรุงเทพแรกๆลำบากมากด้วยความที่เราเป็นเด็กบ้านนอก แต่ก็เอาชีวิตรอดปลอดภัยมาได้ ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยและห่างไกลพ่อแม่เป็นอะไรที่ท้าทายเรามาก ต่อไปนี้เราจะเป็นนายตัวเอง ตัดสินใจเอง คิดเองทำเองแล้ว

มหาวิทยาลัยสอนอะไรเยอะมาก เรากลายเป็นเด็กกิจกรรม ทำกิจกรรมเข้าค่ายมากมาย เข้าชมรมเล่นกีฬา พึ่งเข้าใจว่ามันสนุกแฮะ เริ่มรู้จักเที่ยว เที่ยวผับเที่ยวบาร์ตามเพื่อน ลองกินเหล้าเข้าสังคม ทำทุกอย่างที่สมัยมัธยมไม่เคยได้ทำ เริ่มมีสิ่งที่ต้องทำมากมายตามกระแสสังคม แต่สิ่งหนึ่งที่โชคดีคือวิชาที่เราเรียนทำให้เราได้ท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆมากมาย ดูหินดูแร่ ท่องไปทั่วประเทศเลยก็ว่าได้ ใช้ชีวิตออกภาคสนามกับเพื่อน ร่วมเป็นร่วมตายกันมาทุกเทอม รุ่นเรามีกันสามสิบกว่าคน ทำให้เพื่อนทุกคนสนิทกันและดูแลกันมาตลอด จนกระทั่งเรียนจบและหางานทำ

จุดเปลี่ยนของชีวิตต่อมาคือเข้าสู่สังคมการทำงาน เป็นโชคดีของเราอีกที่ได้งานตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปีสี่ หลังจบมาก็เข้าทำงานเลยที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่ที่อยากเข้าตั้งแต่สมัยก่อนเลือกมหาลัย ในที่สุดเราก็ทำได้ แล้ววันนั้นก็เดินกลับไปบอกพ่อกับแม่ว่างานที่เราทำได้เงินเดือนเยอะกว่าหมอ... มันเป็นอีกอย่างที่พ่อแม่ก็เรียนรู้เพิ่มจากเราว่านอกจากสายอาชีพแพทย์ยังมีอาชีพอีกมากมายบนโลกที่ทำเงินได้เหมือนกัน

ชีวิตการทำงานแตกต่างจากมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เราก้าวเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยชีวิต ไม่มีครูไม่มีอาจารย์ไม่มีเพื่อนสนิทอีกต่อไป ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง กลายเป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง

หากลองหาหนังสือเรื่องการเงินมาอ่านคง นักธุรกิจคงได้หัวเราะและบอกนี่แหละชีวิตคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำทั่วไป ตั้งใจเรียนหนังสือเพื่อออกมาเป็นลูกจ้าง ยังไม่มีอิสระทางการเงิน แต่กระนั้นก็ยังมีความสุขกับสิ่งที่ได้ทำเพราะทำในสิ่งที่ชอบ แต่ไม่ใช่ว่าความคิดเราหยุดที่ตรงนี้ ยังมีอีกหลายอย่างที่อยากจะทำ

การเปลี่ยนแปลงหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม...เป็นความบังเอิญที่ได้รู้จักอาจารย์ท่านหนึ่ง ท่านสอนวิชาพลังธรรมชาติให้เรา นำชีวิตกลับเข้าสู่ธรรมชาติอีกครั้ง ฝึกนั่งสมาธิ ฝึกการหายใจ ออกกำลังกายและกินอาหารมังสวิรัต ฝึกกับอาจารย์กว่าหนึ่งปี และชีวิตก็เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ได้เจอกับพี่พี่ที่เข้าวัดปฏิบัติธรรม เจอกับพี่พี่สายเส้นทางธรรม ชวนไปเข้าวัดทำบุญ ได้ฟังธรรมจากหลวงพ่อและแม่ชีหลายครั้ง เข้าใจว่าทุกอย่างในชีวิตเป็นธรรมดาเป็นธรรมชาติ ความดีทุกอย่างที่ทำเพื่ออะไร นับเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตครั้งยิ่งใหญ่มากเลยทีเดียว ตัดสินใจรักษาศีลอย่างแน่วแน่ นั่งสมาธิทุกวัน ออกกำลังกาย เป็นสิ่งที่ฝึกตัวเองมาตลอด 

การที่เราชอบเที่ยวไปในที่ต่างๆ นอนกลางดินกินกลางทราย บางวันไม่อาบน้ำ ไม่ได้สนใจรูปลักษณ์ความสวยงามภายนอก ได้พบผู้คนที่ช่วยเหลือกันและจิตใจดีออกมาจากภายใน ชาวบ้านชาวป่าแสนสงบต่างจากชีวิตเมืองกรุงที่ไม่มีวันหลับไหล หากเราท่องเที่ยวและเข้าใจถึงแก่นแท้ เราจะเข้าใจธรรมชาติของชีวิตมากขึ้น คนเรามาจากธรรมชาติแม้จะอยู่ในเมืองศิวิไลแค่ไหนสุดท้ายแล้วเราก็ต้องกลับไปสู่ธรรมชาติ เพราะนี่คือธรรมชาติของมนุษย์

คนเราทำงานหาเงินตัวเป็นเกลียวเพื่ออะไรกัน หากสมมุติเราไม่มีเงินใช้แล้วเราจะใช้ชีวิตได้อย่างไร เพราะปัจจุบันปลูกฝังคุณค่าของเงินและชื่อเสียงหน้าตามากกว่าคุณค่าของคน เรื่องแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นและกิเลสทั้งหลายถึงได้เกิดขึ้นมา ข่าวฆ่าคนและคนผิดศีลเกิดขึ้นมากมาย ธรรมชาติสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้ หากได้ลองไปสัมผัสอย่างถึงแก่นแล้วคุณอาจจะเปลี่ยนทัศนคติความคิดบางเรื่องไปเลยก็ได้

สิ่งที่รู้และเข้าใจตัวเองตอนนี้คือ เข้าใจธรรมชาติของคนเราและอารมณ์ของตนเอง ทำให้ไม่ว่าเจอเหตุการณ์อะไร ร้ายแรงแค่ไหนก็มักจะปล่อยวางและรับมือได้ โดยไม่ทุกข์กับมันมากนัก


"ชีวิตมันเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แม้ในช่วงเวลาสั้นนิดเดียว มันเป็นประสบการณ์ทำให้ตระหนักว่า ชีวิตควรตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมใจให้แกร่งให้แข็งแรง คิดให้ดี ทำให้ดี แล้วทุกวันนี้จะไม่มีคำว่ารู้สึกเสียดาย"

อัจฉโรบล

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

เรื่องเล่าจากคอร์ดแบด

ชวนใครไปตีแบดส่วนใหญ่ก็จะบอกว่า...

"อยากไปนะ แต่เขาเล่นกันโหดๆทั้งนั้นเลย ไม่เอาดีกว่า"

อยากบอกว่า ...เราเป็นคนนึงที่ตีแบดไม่เป็นเลย แต่ใจรักชอบเล่นกีฬา ช่วงแรกไปลุยเดี่ยว...ไปมั่วๆกับเขาที่คอร์ด แต่ไปตลอด เที่ยวถามพี่ๆให้สอน จับไม้ยังไงคะ เสริฟยังไง ตียังไง ทำแบบนี้นานหลายเดือนจนเริ่มตีเป็นบ้าง ด้วยความที่ชอบเรียนรู้ ชอบถาม พี่ที่คอร์ดคงเอ็นดู ไอ้เด็กนี่เที่ยวถามให้สอนๆ พี่แกเลยสอนจัดหนัก มาๆๆ...มาซ้อม ตีงี้ๆๆๆ ...ทีนี้เลยค่อยๆเป็นขึ้นทีละนิด ...ทำอย่างนี้อยู่ปีครึ่งแต่ก็ยังไม่พอ คิดว่าน่าจะมีอะไรที่ฝึกเพิ่มอีก เลยตัดสินใจเรียนแบดอย่างจริงจังกับอาจารย์สอนข้างนอก ตอนนั้นไม่มาที่คอร์ดพี่ๆเลย เก็บตัวฝึกซ้อม ซุ่มซ้อมอยู่สองเดือน...และวันแรกที่มาตีที่คอร์ด เออ...ขามันไป ฟุตเวิค ท่าตี ท่าต่างๆถูกขึ้น หลายอย่างดีขึ้น และมีโอกาสได้ไปแข่งแบดหลายแมท....จนพี่ๆถามกันหลายคนว่าไปทำอะไรมา เห็นพัฒนาการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน มีคำชมมาตลอด ทุกวันนี้ไม่ได้มองว่าตัวเองเก่งหรืออะไร มองว่าเรายังไม่เก่งและมีอีกมากที่เราต้องฝึกฝนพัฒนาตัวเอง...เป็นเรื่องนึงที่รู้สึกว่า คนเรามันก็ต้องเริ่มจากไม่เป็นเลยแบบนี้แหละ แต่ต้องกล้าถาม กล้าฝึกฝน โดนล้อโดนแซวโดนด่าอะไรก็อย่าคิดให้มาก คิดแต่เรื่องฝึกฝนพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ...จนวันนึงเราจะค่อยๆเก่งขึ้นเอง ...แต่สิ่งสำคัญมันอยู่ที่จุดเริ่มต้นว่ากล้าพอหรือเปล่า กล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เป็น กล้าให้คนอื่นมาติเตือนมาสอนหรือไม่ กล้าอาย กล้าขายหน้า กล้าในสิ่งที่ควรจะทำหรือไม่ เท่านั้นเอง ....







วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

การถ่ายภาพ Photo Sphere โดยใช้ App iphone

ภายถ่ายชวนฉงน ของโลกใบกลมๆ ชอบภาพแนวนี้มานานแล้ว ตอนแรกฝึกถ่ายโดยใช้กล้อง dslr ตัวใหญ่ ตั้งกล้องถ่ายไปเรื่อยๆเหมือน panorama กว่าจะได้ถาพมา ต้องนำไปซ้อนกันในโปรแกรมอีกใช้เวลามาก จนกระทั่งได้มาลองเซิทหาแอพลิเคชั่นใน iphone เจอแอพที่น่าสนใจเยอะ ลองผิดลองถูก ลองเล่นจนได้ภาพที่น่าพอใจ เลยนำมาแชร์เผื่อใครสนใจอยากลองเล่นถ่ายภาพแนวนี้บ้างนะคะ



โลกใบกลมๆ ชวนฉงน Application ที่ว่านี้ได้แก่สองตัวนี้ค่ะ เป็นแอพแจกฟรี ว่าแล้วก็โหลดกันเลย...

1. Photo Sphere Camera
2. RollWorld - Tiny planet


 

1. Photo Sphere เป็น App ที่ใช้ในการถ่ายภาพ 360 องศา ขึ้นตอนแรกคือเราต้องถ่ายภาพ 360 องศาติดกัน คล้ายๆกับการถ่าย panorama แต่แอพนี้สามารถใช้ได้ง่ายมาก เมื่อเปิดใช้งานถ่ายภาพ จะมีจุดวงกลมตรงกลางโฟกัส โดยเราต้องเอียงมือถือทำมุมให้จุดกลมสีเหลืองนั้นอยู่ในวงกลมจุดโฟกัสพอดี กล้องก็จะถ่ายอัตโนมัติ


ถ่ายจนครบ 360 องศา ทั้งท้องฟ้าและพื้นดินด้วย ภาพที่ออกมาจะได้ panorama แบบนี้





 ภาพที่ได้แบบ panorama และ save ในกล้องได้เลยอัตโนมัติ หลังจากที่เราได้ภาพแล้วขั้นตอนต่อไปคือนำภาพมาม้วนให้เป็นวงกลมด้วยโปรแกรม RollWord

2. RollWord เป็นโปรแกรมที่สามารถถ่ายภาพและสามารถนำภาพมาม้วนเป็นวงกลมได้แต่สามารถถ่ายได้ทีละช๊อตเท่านั้น ภาพที่ถ่ายและนำมาโรลจึงไม่สมสัดส่วน แต่เราสามารถนำภาพในอัลบัมมือถือมาม้วนได้ โดยเลือกภาพที่เราถ่ายไว้แบบ panorama




เท่านี้เราก็จะได้โลกใบกลมๆของเราแล้ว :)
อาจต้องใช้เวลาในการถ่ายสักหน่อยเพื่อให้ได้ครบ 360 องศา เพราะจุดสำคัญของภาพคือการเห็นท้องฟ้า ยิ่งท้องฟ้ามีสีสันยิ่งทำให้ภาพสวยงาม...ไม่ยากเลย ลองครีเอทฝึกหัดถ่ายเล่นกันดูนะคะ

ภาพตัวอย่างในหลายๆสถานที่